ChiangmaiFX : ก้าวสู่ปีที่ 13 อย่างมั่นคงในการเทรด Forex (2009 - 2022) โดยใช้วิชาเทคนิคอล (สถิติประยุกต์) มาช่วยเพิ่มโอกาสที่จะชนะ

 

Forex For Beginner Traders (1)

"Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 0 (Intro)

ช่วงนี้เนื่องจาก covid-19 ระบาด ทำให้ผู้คนอยู่ติดบ้านมากขึ้นและหาทางทำรายได้จากบ้าน และการเทรด Forex ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ทำให้มี เทรดเดอร์ใหม่ๆเข้ามาเทรด Forex กันมากขึ้น
ปีนี้ทาง chiangmaifx.com จึงอยากจะเน้นให้ความรู้ฟรีที่ถูกต้องกับเทรดเดอร์ใหม่ๆ และการแปลความรู้ภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งที่หนึ่งที่ทางเวปเราทำต่อเนื่องเสมอมา ผมจึงลองดูว่ามีหนังสืออังกฤษไหนน่าสนใจบ้าง ก็เจอหนังสือเล่มนี้ "Forex For Beginner Traders" ซึ่งหนังสือเล่มนี้ให้ความรู้ดี วาดภาพสวย น่ารัก น่าสนใจ
ใครเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ที่สนใจความรู้ก็ขอเชิญติดตามงานแปล eBook เล่มนี้ได้เลยครับ
-----------------------จบตอนที่ 0 (Intro)-----------------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 1

-------------จบตอนที่ 1--------------

 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 2
-------------จบตอนที่ 2--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 3
 
 
เลเวอเรจ - Leverage

เลเวอเรจ เป็นอัตราส่วนการเทรด โดยใช้หลักประกัน ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถยืมเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้เข้าเทรดในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ด้วยมูลค่าที่สูงกว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชี นั่นก็คือเป็นการสร้างพลังหรือ  "เลเวอเรจ" ยอดเงินที่เหลือในบัญชีของคุณเพื่อทำการเทรดที่ใหญ่ขึ้นเพราะอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินอาจมีการเคลื่อนไหวช้ามากและการเปลี่ยนแปลงอัตราปิ๊ป (pip) ทุกครั้งมีผลทำให้คุณมีกำไรและขาดทุนเพียงเล็กน้อยซึ่งถ้าเป็นการเทรดขนาดเล็กจะไม่สามารถทำได้ในทันที

ดังนั้นเลเวอเรจจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถทำการเทรดด้วยข้อตกลงที่ใหญ่ขึ้น นั่นหมายถึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรและขาดทุนได้มากกว่าที่อาจเกิดขึ้นจากต้นทุนเดิม

 
ปิ๊ป - Pip

Price Interest Point หรือ Pip หมายถึงการเปลี่ยนแปรงราคาที่น้อยที่สุดในคู่สกุลเงิน ซึ่งแม้ว่าจะมีโบรกเกอร์หลายแห่งเสนอราคาโดยใช้ทศนิยมตำแหน่งที่ห้าก็ตามแต่โดยทั่วไปแล้ว pipจะเป็นจุดทศนิยมตำแหน่งที่สี่ ไม่ว่าจะอย่างไร การใช้ทศนิยมตำแหน่งที่ห้าก็ไม่ส่งผลกระทบต่อราคามากนักถ้าราคามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คู่สกุลเงินที่รวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จะมี  pip เท่ากับ 1/10,000 ของดอลลาร์ในขณะที่คู่สกุลเงินที่รวมสกุลเงินเยน จะมี pip เท่ากับ 1/100 ของเยนเนื่องจากเงินเยนมีค่าเข้าใกล้ 1/100 ของสกุลเงินหลักอื่นๆ

 

สเปรด - Spread

ในการเทรดฟอเร็กซ์ โบรกเกอร์จะระบุราคาสำหรับเสนอซื้อ (bid) จากเทรดเดอร์และราคาที่จะเสนอขาย (ask)ให้กับเทรดเดอร์สำหรับคู่สกุลเงินต่างๆ โดยราคาเสนอซื้อคือราคาที่เทรดเดอร์สามารถขายสกุลเงินหลักได้ ในขณะที่ราคาเสนอขายคือราคาที่เทรดเดอร์สามารถซื้อสกุลเงินหลักได้นั่นเอง ส่วนสเปรดก็คือความแตกต่างระหว่างราคาทั้งสอง นอกจากนี้ นี่คือวิธีการทำรายได้ของโบรกเกอร์ที่ "ไม่เก็บค่าคอมมิชชั่น” ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บแยกต่างหากสำหรับธุรกรรมของเทรดเดอร์

สเปรดจะมีหน่วยวัดเป็น pip ซึ่งคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ - สกุลเงินหลักและสกุลเงินอ้างอิง - มีค่า pip เท่ากับ 0.0001 ตัวอย่างเช่นที่ราคาตลาด ต่อไปนี้ที่ EUR / USD = 1.1051 / 1.1053 สเปรดคือ 0.0002 ซึ่งเท่ากับ 2 pip

 
-------------จบตอนที่ 3--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 4
 

สกุลเงินจะมีการเทรดเป็นคู่เมื่อมูลค่าของพวกมันสัมพันธ์กัน สกุลเงินแรกที่แสดงเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ควบคุมเงื่อนไขการออกคำสั่งซื้อของคุณ ดังนั้นหากคุณเห็นคู่สกุลเงิน EUR / USD คุณก็มักจะเลือกซื้อหรือขายสกุลเงินแรก (ยูโร) เทียบกับสกุลเงินที่สอง (ดอลลาร์สหรัฐ)

 
คู่สกุลเงินที่รวมเงินดอลลาร์สหรัฐ (MAJORS) คือคู่สกุลเงินหลักที่ทั้งเทรดเดอร์รายใหม่และมืออาชีพต่างนิยมเทรดกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีสภาพคล่องมากที่สุด สเปรดต่ำสุดและมีการเคลื่อนไหวของราคาเป็นช่วงที่กว้างที่สุด ซึ่งต่างจากสกุลเงินขนาดเล็กตรงที่สกุลเงินหลักจะมีเสถียรภาพมากกว่าและเกิดขึ้นมานานกว่า บ่งบอกถึงความมั่นคงในสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศเหล่านี้ โดยทั่วไปสามารถทำนายได้เมื่อเทียบกับชาติอื่น ๆ
 
คู่สกุลเงินที่ไม่รวมเงินดอลลาร์สหรัฐ (CROSSES) คือคู่สกุลเงินใดก็ตามที่ไม่รวมสกุลเงิน USD และมีศักยภาพในการทำกำไรไม่น้อยไปกว่าคู่สกุลเงินหลัก เนื่องจากการเปิดสถานะดอลลาร์สหรัฐมากเกินไปอาจทำให้การเทรดทั้งหมดของคุณเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่หากทิศทางการเคลื่อนไหวนั้นมีผลทำให้คุณขาดทุน
 
คู่สกุลเงินหลักผสมกับสกุลเงินกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EXOTIC) คือคู่สกุลเงินที่มีการเทรดน้อยและมีราคาแพงกว่ามากทั้งในการซื้อหรือขาย แต่! อย่าปล่อยให้ต้นทุนข่มขวัญจนทำให้คุณไม่กล้าเทรด เพราะเทรดเดอร์เก่งๆ ที่มีผลงานดีที่สุดตลอดกาลหลายคนสามารถสร้างความมั่งคั่งด้วยคู่สกุลเงิน Exotics นี้ ตัวอย่างเช่น George Soros ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เทรดเดอร์ฟอเร็กซ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ได้ทำกำไร 800 ล้านดอลลาร์มาแล้วจากการขายเงินบาทไทย (THB) ในวิกฤตเอเชียปี 1997
 
-------------จบตอนที่ 4--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 5
 

 

เลเวอเรจในการเทรดฟอเร็กซ์ก็คือจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดที่เทรดเดอร์ยืมมาจากโบรกเกอร์เพื่อนำไปใช้ในการทำธุรกรรมซึ่งในกรณีนี้คือการซื้อสกุลเงิน โดยโบรกเกอร์ทำหน้าที่เสมือนธนาคารที่ให้เงินจำนวนหนึ่งแก่คุณเพื่อลงทุน

 

ด้วยอัตราส่วนการเทรดแบบใช้มาร์จิน (เลเวอเรจ) 1:20 ตัวเลือก A ช่วยให้เทรดเดอร์ที่ลงทุนด้วยเงิน $100 สามารถทำการเทรดดอลลาร์สหรัฐด้วยเงิน $ 2,000 ยิ่งไปกว่านั้นหาก pip เปลี่ยนแปลงไปที่ +0.0030 เทรดเดอร์จะทำกำไรได้ 6 ดอลลาร์ดังนั้นยอดเงินคงเหลือในบัญชีจึงเพิ่มขึ้นเป็น $ 106  ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งก็คือ ROI จึงเท่ากับ 6%

ในทางกลับกันสำหรับตัวเลือก B จะช่วยให้คุณสามารถเทรดได้ด้วยเงิน $ 20,000ดอลลาร์และทำกำไรได้ถึง $60 ดังนั้นยอดเงินคงเหลือในบัญชีหลังจากปิดออร์เดอร์ของเทรดเดอร์จะเท่ากับ $ 160 โดยมีถึง ROI 60% นี่แสดงให้เห็นว่ายิ่งคุณมีเลเวอเรจสูงเท่าไหร่โอกาสที่คุณจะได้ ROI มากขึ้นเท่านั้น

 

!! คำแนะนำและคำเตือนเมื่อใช้เลเวอเรจ !!

รักษาการขาดทุนของคุณให้อยู่ในขอบเขตที่จัดการได้เทรดเดอร์มืออาชีพแนะนำว่าไม่ควรเสี่ยงทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดในธุรกรรมเดียว นอกจากนี้เทรดเดอร์ควรมีการกระจายความเสี่ยงโดยให้กระจายความเสี่ยงออกไปประมาณ 5% ของเงินฝากทั้งหมดต่อการเทรด เพราะถ้าเกิดขาดทุนขึ้นมา นอกจากจะขาดทุนเพียงเล็กน้อยแล้ว พวกเขายังไม่สูญเสียการควบคุมอีกด้วย

 
ใช้คำสั่งการหยุดขาดทุน (Stop-Loss) และกลยุทธ์การหยุดขาดทุนอื่น ๆคำสั่งหยุดการขาดทุนช่วยให้โบรกเกอร์ของคุณทราบว่าคุณจะขายสกุลเงินเมื่อถึงราคาที่กำหนด คำสั่งการหยุดเหล่านี้ทำงานในตลาดฟอเร็กซ์ตลอดเวลาดังนั้นจึงปกป้องสถานะของคุณได้แม้คุณออกจากระบบไปแล้ว นอกจากนี้การหยุดเชิงกลยุทธ์จะช่วยลดการขาดทุนในขณะเดียวกันก็ยังปกป้องผลกำไรได้อยู่
 
เริ่มต้นอย่างช้าๆ ในตอนแรกเสมอเป็นการช่วยสร้างประสบการณ์และเพิ่มความมั่นใจให้แก่เทรดเดอร์มือใหม่ในช่วงแรก ๆ ของการเทรด เมื่อคุณเข้าใจข้อดีข้อเสียของการเทรดฟอเร็กซ์แล้วคุณก็จะสามารถเพิ่มเลเวอเรจได้
 
-------------จบตอนที่ 5--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 6
 
 
เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเทรดฟอเร็กซ์
ในขณะที่ตลาดฟอเร็กซ์เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็น 5 วันต่อสัปดาห์ แต่ถึงกระนั้น การซื้อขายก็ไม่ได้คึกคักอยู่ตลอดเวลา ผลกำไรจะเกิดขึ้นจากการซื้อขายเมื่อเทรดเดอร์เสนอราคาและตลาดมีการเคลื่อนไหว ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องทราบวันและเวลาที่สำคัญของตลาดฟอเร็กซ์ที่เทรดเดอร์มีการเคลื่อนไหวมากที่สุด

 

 

เนื่องจากการเป็นตลาดที่ดำเนินการอยู่ทั่วโลก ตลาดฟอเร็กซ์จึงครอบคลุมพื้นที่ในหลายเขตเวลา ดังนั้นจึงมีการแบ่งช่วงเวลาการเปิด/ปิดการเทรดฟอเร็กซ์ออกเป็น 3เซสชันหลักที่คุณควรทราบคือ เซสชันโตเกียว (หรือเอเชีย) เซสชันลอนดอน (หรือยุโรป) และสุดท้ายคือ เซสชันนิวยอร์ก (หรืออเมริกา)

ช่วงเวลาที่การเทรดฟอเร็กซ์คึกคักมากที่สุดคือช่วงที่เซสชันเหล่านี้ทับซ้อนกัน เช่นในช่วงเช้าของลอนดอนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเทรดในโตเกียวกำลังจะยุติลง เทรดเดอร์ในยุโรปก็กำลังเริ่มทำงาน ทำการวิเคราะห์และย่อยข้อมูลจากเซสชันในเอเชีย ดังนั้นช่วงเช้า 6.00น. (GMT) จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเทรดดังคำกล่าวที่ว่า “นกตัวที่ตื่นแต่เช้า ย่อมจับหนอนได้” นั่นคือเริ่มลงมือก่อนย่อมมีโอกาสสำเร็จมากกว่า

 
 

!! โดยปกติตลาดฟอเร็กซ์ของเซสชันลอนดอนและในช่วงบ่ายที่คาบเกี่ยวกับการเริ่มเทรดของเซสชันนิวยอร์กหรืออเมริกามักจะมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าเทรดฟอเร็กซ์และทำกำไร!!

ผู้ค้าที่มีประสบการณ์ถือว่าเวลา 10.00 น. (EST) เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำการเทรดในตลาดฟอเร็กซ์เนื่องจากในช่วงเวลานี้ เทรดเดอร์ในลอนดอนและยุโรปกำลังเตรียมปิดสถานะและกำลังเตรียมพร้อมย้ายเข้าสู่การเทรดในเซสชันอเมริกา ความสนใจของเทรดเดอร์ที่เปลี่ยนจากตลาดยุโรปไปยังสหรัฐอเมริกามักจะทำให้ราคาสกุลเงินแกว่งตัวมากขึ้นซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการทำกำไร

 
 
-------------จบตอนที่ 6--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 7
 
 
เวลาต้องห้ามสำหรับการเทรดฟอเร็กซ์
 
 
วันหยุดของธนาคาร
วันศุกร์บ่ายและวันหยุดสุดสัปดาห์
ช่วงปลายเดือนธันวาคม
มื่อเทรดเดอร์รู้สึกโกรธหรือหงุดหงิด
เซสชันเอเชีย
มีการรายงานเรื่องสำคัญใหม่ๆ
ช่วงตลาดปิด
การถือสถานะข้ามคืน
 

 

สำหรับเทรดเดอร์ที่มีชั่วโมงบินสูงจะหลีกเลี่ยงการซื้อขายในช่วงบ่ายวันศุกร์และวันหยุดสุดสัปดาห์, ช่วงปิดเซสชันของตลาด, วันหยุดของธนาคาร, วันคริสต์มาส, รายการโทรทัศน์ในช่วงไพร์มไทม์, เวลาที่มีการเผยแพร่รายงานและข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญและเมื่อเทรดเดอร์มีอารมณ์โกรธ, หงุดหงิดและเหนื่อยล้า นอกจากนี้เทรดเดอร์มือใหม่ควรระมัดระวังการเทรดในเซสชันเอเชียให้มาก

 
 
-------------จบตอนที่ 7--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 8
 
วิธีการอ่านกราฟในการเทรดฟอเร็กซ์ 
 

1. กราฟเส้น - Line Chart

เป็นรูปแบบพื้นฐานที่สุดในประเภทกราฟฟอเร็กซ์ทั้งหมด สร้างขึ้นง่ายๆ จากการเชื่อมต่อจุดข้อมูลที่แสดงราคาปิดของช่วงเวลาหนึ่งด้วยการลากเส้น แม้ว่าจะไม่ได้แสดงราคาเปิด, ราคาสูงสุดและต่ำสุด แต่กราฟเส้นสามารถช่วยให้เทรดเดอร์ทราบว่าราคาของสกุลเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงเวลาที่กำหนด ดังนั้นเทรดเดอร์จึงสามารถตรวจสอบและติดตามราคาปิดได้อย่างแม่นยำ

 

2. กราฟแท่ง - Bar Chart

กราฟนี้ไม่เหมือนกับกราฟเส้น เนื่องจากกราฟแท่งไม่เพียงแต่แสดงราคาปิดเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการเปิดราคาสูงสุดและต่ำสุดของช่วงเวลาหนึ่งด้วย กราฟประกอบด้วยเส้นขีดยื่นไปด้านขวาและซ้ายซึ่งแสดงราคาปิดและราคาเปิดตามลำดับและแถบแนวตั้งที่แสดงราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดของสกุลเงิน (กรอบการเทรด) กราฟประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่ากราฟ OHLC ซึ่งหมายถึงราคาเปิด (Open) , ราคาปิด (Close) , ราคาสูงสุด (High) และ ราคาต่ำสุด (Low) ของสกุลเงินที่พิจารณา
 
 

3. กราฟแท่งเทียน - Candlestick Chart

กราฟแท่งเทียนเป็นกราฟที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่เทรดเดอร์ฟอเร็กซ์  มีลักษณะคล้ายกับกราฟแท่งและไม่เพียงแสดงข้อมูลราคาแต่ยังแสดงในรูปแบบกราฟิกที่สวยงาม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับราคาเปิดและปิดของช่วงเวลาการเทรด

กราฟแท่งเทียนไม่เหมือนกับกราฟเส้นที่แสดงเฉพาะราคาปิด เพราะกราฟรูปแบบนี้จะแสดงราคาเปิด, ราคาสูงสุด, ราคาต่ำสุดและราคาปิดของคู่สกุลเงินในแต่ละช่วงเวลาโดยใช้ "แท่งเทียน" ความสูงของแท่งเทียนแสดงราคาสูงสุด - ต่ำสุดในช่วงเวลานั้น ในขณะที่ความกว้างของแท่งเทียนแสดงความแตกต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิด
 
 
-------------จบตอนที่ 8--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 9
 
 
20 คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการเทรดฟอเร็กซ์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด
 
 
ชื่อเล่นของสกุลเงิน

✔เงินสกุลเดียว - EUR (ยูโร)

✔ลูนี่ - CAD (ดอลลาร์แคนาดา)

✔สวิส- CHF (ฟรังก์สวิส)

✔ออสซี่ - AUD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย)

✔กีวี - NZD (ดอลลาร์นิวซีแลนด์)

✔กรีนแบ็ค, บั๊ก - USD (ดอลลาร์สหรัฐ)

✔สเตอร์ลิง, ปอนด์สเตอร์ลิง - GBP (ปอนด์อังกฤษ)
 
 
ชื่อเล่นของคู่สกุลเงิน

✔เคเบิล - GBP/USD (ปอนด์อังกฤษ / ดอลลาร์สหรัฐ)

✔นินจา - USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ / เยนญี่ปุ่น)

✔ไฟเบอร์ - EUR/USD (ยูโร / ดอลลาร์สหรัฐ)

✔ชุนแนล- EUR/GBP (ยูโร / ปอนด์อังกฤษ )

✔ยัปปี้ - EUR/JPY (ยูโร / เยนญี่ปุ่น)

✔บาร์นี่ - USD/RUB (ดอลลาร์สหรัฐ / รูเบิลรัสเซีย)
 
 
วลีที่นิยม

✔Going Long - การเปิดสถานะ (ซื้อ) เข้าสู่การเทรดในสภาวะกระทิง

✔Going Short - การเปิดสถานะ (ขาย) เข้าสู่การเทรดในสภาวะกระทิง

✔Cutting Short - การขายเพื่อปิดสถานะก่อนที่จะขาดทุน

✔Plunging - ราคาที่ร่วงหรือตกลงต่ำกว่าราคาก่อนหน้า

✔Currency rallying - การเพิ่มขึ้นของราคาหลังจากราคาได้ตกลงมาเป็นเวลาช่วงหนึ่ง

✔Position Trading - การเทรดที่มีการใช้จุดตัดขาดทุนขนาดใหญ่เป็นระยะยาวนานหลายเดือนหรือเป็นปีโดยไม่กังวลกับความผันผวนของราคาในระยะสั้น
 
 
ตัวอย่างข่าวจากบลูมเบิร์ก

✔USD/CAD - ความเห็นโดวิชของ BOC สร้างความเสียหายให้กับดอลลาร์แคนาดา- ธนาคารกลางแคนาดารายงานการลดอัตราดอกเบี้ยดังนั้นดอลลาร์แคนาดาจึงอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

✔AUD/USD - รายงานการจ้างงานทำให้ราคาที่กำลังไล่ขึ้นไปสะดุดลง- รายงานตัวเลขการจ้างงานลดลงของออสเตรเลียได้ทำให้แนวโน้มขาขึ้นของ AUD / USD ล่าสุดหยุดลง

✔NZD/USD - มีสัญญาณของการฟื้นตัวของเงินสกุลกีวีหลังจากมีความผันผวนเป็นอย่างมาก - ดอลลาร์นิวซีแลนด์ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐหลังจากที่อัตราแลกเปลี่ยนร่วงลง
 
 
-------------จบตอนที่ 9--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 10
 
 
ปัจจัย 6 ประการที่มีผลกระทบต่อตลาดฟอเร็กซ์มากที่สุด
 

 

1. เงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อของระบบเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศเนื่องจากเป็นการบ่งบอกถึงระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไป !!อัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าที่คาดไว้มักส่งผลกระทบในทางลบต่อสกุลเงินที่เกี่ยวข้องเนื่องจากระดับราคาค่อนข้างสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศอื่น ๆ มีผลทำให้ค่าเงินลดลง !!

อัตราเงินเฟ้อของระบบเศรษฐกิจแปรผกผันกับอำนาจซื้อของสกุลเงิน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะหมายถึงการเพิ่มขึ้นของอำนาจซื้อ

ความแตกต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อของสองสกุลเงินเรียกว่าช่องว่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อ และหากช่องว่านี้เริ่มห่างกันมากขึ้น คุณจะต้องซื้อสกุลเงินที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าและขายสกุลเงินที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า

ข้อมูลเผยแพร่สำคัญสำหรับอัตราเงินเฟ้อคือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้สุขภาพของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุด อัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ลดอำนาจซื้อของผู้บริโภคและทำให้การวางแผนสำหรับอนาคตทำได้ยากขึ้น

ในทางกลับกันอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุน, เพิ่มอำนาจซื้อของผู้บริโภคและธุรกิจต่างๆ ให้สามารถวางแผนสำหรับอนาคตได้ง่ายขึ้น
 
 
2. การจ้างงาน

สถานการณ์การจ้างงานในระบบเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศเนื่องจากการจ้างงานและการว่างงานถือว่าเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เนื่องจากผู้คนมีทักษะ, ความรู้และประสบการณ์จึงสามารถใช้ทุนมนุษย์เหล่านี้เพื่อผลิตสินค้าและบริการไปจนถึงการเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น ยิ่งมีคนถูกจ้างงานมากมากเท่าไหร่ผลผลิตทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งสูงขึ้นตาม ดังนั้นการเผยแพร่ข้อมูลการจ้างงานจึงมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

อัตราการจ้างงานที่สูงกว่าที่คาดไว้จะช่วยกระตุ้นสกุลเงินที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่อัตราการจ้างงานที่ต่ำกว่าที่คาดไว้จะส่งผลให้มูลค่าของสกุลเงินนั้นลดลง

สำหรับอัตราการว่างงาน ความสัมพันธ์นี้จะกลับด้านกันโดยที่อัตราการว่างงานที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้จะทำหน้าที่ลดค่าของสกุลเงินที่เกี่ยวข้อง

การเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานที่สำคัญที่สุดในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศคือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเผยแพร่ที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ อัตราการว่างงาน, อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน และสถิติเกี่ยวกับตลาดแรงงานอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลกระทบในระดับปานกลางถึงสูงต่ออัตราแลกเปลี่ยน
3. ดุลการค้า

การค้ากับประเทศอื่น ๆ เป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ดังนั้นดุลการค้าจึงมีผลต่อมูลค่าของสกุลเงิน

หากประเทศใดส่งออกสินค้าและบริการมากขึ้นเรื่อย ๆ ความต้องการสกุลเงินนั้นจะเพิ่มขึ้นและทำให้ราคาของมันเพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตามหากระบบเศรษฐกิจใดมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้มีแรงขายสกุลเงินนั้นเพิ่มขึ้นและส่งผลให้เงินอ่อนค่าลงเมื่อเวลาผ่านไป

ดุลการค้าเป็นอัตราส่วนธรรมดาของการส่งออกต่อการนำเข้าของประเทศที่กำหนด ซึ่งหากการส่งออกสูงกว่าการนำเข้าแสดงว่าประเทศนั้นมีสถานะเกินดุลการค้าซึ่งแสดงว่าประเทศนั้นมี
อุปสงค์ของสินค้าและบริการ รวมถึงสกุลเงินของระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตามหากการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกประเทศจะอยู่ในภาวะขาดดุลการค้าซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์สินค้าและบริการรวมถึงสกุลเงินในประเทศไม่ได้แข็งแกร่งนัก

เช่นเดียวกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ข้อมูลดุลการค้ามักจะมีการประกาศเดือนละครั้งและมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนในระดับปานกลาง ดุลการค้าที่ดีกว่าที่คาดไว้เป็นผลดีกับสกุลเงินและส่งผลให้เกิดการแข็งค่าในขณะที่ดุลการค้าที่ต่ำกว่าที่คาดไว้จะส่งผลในทางตรงกันข้าม
 
 
4. มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเป็นเครื่องมือนโยบายการเงินใหม่ที่ใช้ในการขยายงบดุลของธนาคารกลาง มักถูกเปรียบเทียบกับการพิมพ์เงินมากขึ้นเนื่องจากเป็นการขยายอุปทานของเงินหรือปริมาณเงินพื้นฐาน

ปริมาณเงินและอัตราเงินเฟ้อมีความเชื่อมโยงกันโดยปริมาณเงินที่สูงขึ้นจะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ลดลง สหรัฐอเมริกา ยูโรโซน ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรต่างมีส่วนร่วมในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณโดยที่ยูโรโซนเป็นประเทศที่มีการใช้มากที่สุด นอกจากนี้เวลาในการดำเนินการของมาตรการนี้ก็แตกต่างกันไปเช่นกัน

ดังนั้นคุณสามารถใช้นโยบายเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจเทรดในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตัวอย่างเช่นเมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มผ่อนคลายนโยบายนี้ ทางยูโรโซนก็จะเร่งออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ คุณสามารถหาประโยชน์จากมาตรการนี้โดยการขาย EUR-USDได้เรื่อยๆ ไปอีกนาน
ในทำนองเดียวกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ยังระบุว่าอาจต้องมีการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติมหากจำเป็น  ซึ่งหากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงก็ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ดีในการขายคู่สกุลเงิน  เช่น USD-ZAR หรือ USD-MYR เนื่องจากแอฟริกาใต้และมาเลเซียเป็นสองประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ
5. นโยบายของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งไม่มีตัวอย่างใดที่ดีไปกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ในสหรัฐอเมริกาผู้ซึ่งได้เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าโดยการขึ้นภาษีกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงยังเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ มาใช้มากขึ้น

ในทำนองเดียวกันการปฏิวัติหรือรัฐประหารอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสกุลเงินของประเทศเนื่องจากโดยปกติแล้วอัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นอยู่กับการรับรู้ทางเศรษฐกิจ หากผู้คนรู้สึกว่าเงินของพวกเขาไม่ปลอดภัยในประเทศเหล่านั้นพวกเขาจะขายสกุลเงินนั้นและหาเงินสกุลอื่นที่มีความปลอดภัย

นอกจากนี้การเมืองยังมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ เช่น จีนมีแผนได้ยาวนานถึง 100ปีเนื่องจากเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ในขณะที่ประเทศทางตะวันตกหลายประเทศต่างต้องเปลี่ยนผู้นำทุกสี่ถึงห้าปี

ประเทศที่ไม่ค่อยมีความมั่นคงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อระบบเศรษฐกิจเนื่องจากปัญหาของการบริหารงานก่อนหน้านี้ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่จะมีการยกปัญหาใหม่ขึ้นมาเพื่อให้พรรคการเมืองที่มีอำนาจถัดรับไปแก้ไขเมื่อพวกเขาอยู่ในอำนาจ
 
 
6. อัตราดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักของธนาคารกลางที่ใช้ในการสร้างอิทธิพลต่อการให้กู้ยืม การออมและการกู้ยืม หรือการบริโภค

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการออมเนื่องจากผู้คนจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากมากขึ้นและได้รับดอกเบี้ยมากขึ้นอีกเมื่อเงินถูกนำไปให้ผู้อื่นยืม

อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมและการบริโภคเนื่องจากการกู้เงินเพื่อซื้อรถใหม่หรือบ้านที่ใครบางคนฝันหามาโดยตลอดมีราคาถูกกว่า

อัตราดอกเบี้ยยังส่งผลต่อการไหลเวียนของเงินข้ามประเทศ เช่น สมมติว่าอัตราดอกเบี้ยของสหราชอาณาจักรคือ 2% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของเยอรมันคือ 5% ผู้ที่มีเงินออมในธนาคารจะโอนเงินไปยังธนาคารเยอรมันเพื่อรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าแล้วขายเงินปอนด์เพื่อซื้อเงินยูโร ดังนั้นความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบอย่างมากต่ออัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ธนาคารกลางของประเทศใหญ่จะมีการประกาศนโยบายการเงินเป็นประจำและหากคุณคิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่า/สูงกว่าที่คาดไว้ คุณก็สามารถเทรดสกุลเงินนั้นและใช้ประโยชน์จากความผันผวนได้
 
 
-------------จบตอนที่ 10--------------
 
 
บทความแปลเรื่อง "Forex For Beginner Traders" ตอนที่ 11
 
3 อันดับสุดยอดกลยุทธ์การเทรดฟอเร็กซ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
 

1. กลยุทธ์แนวรับและแนวต้าน - Support & Resistance

กลยุทธ์นี้เป็นไปตามคำกล่าวที่มีมานานว่า "ให้ซื้อในจุดที่ต่ำที่สุด และ ขายในจุดที่สูงที่สุด" เทรดเดอร์ในตลาดฟอเร็กซ์จะประเมินระดับต่ำสุด/สูงสุดของราคาว่าจะอยู่ที่เท่าไหร่โดยการวิเคราะห์บริเวณที่ราคาหยุดชะงักและเปลี่ยนทิศทาง

แนวรับหมายถึงระดับราคาที่แทบจะไม่เคยตกลงไปต่ำกว่านี้ก่อนที่จะกลับตัว และผู้ซื้อมีจำนวนมากกว่าผู้ขายซึ่งทำให้ราคาขยับสูงขึ้น ในทางกลับกันแนวต้านเป็นระดับที่ราคาแทบจะไม่เคยสูงเกินไปจากนี้และผู้ขายมีจำนวนมากกว่าผู้ซื้อจึงทำให้ราคาปรับตัวลดลง และในทั้งสองกรณีราคาจะหยุดและกลับตัวเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง

 

2. กลยุทธ์พินอคคิโอ  - Pinnocchio Strategy

กราฟแท่งพิน็อคคิโอ (Pin bar) เป็นกราฟแท่งเทียนขนาดเล็กและมีไส้เทียนยาว (จมูก) เรียกอีกอย่างว่าแท่งดาวตก (Shooting Star), คนแขวนคอ (Hanging Man) และฆ้อน (Hammer) คุณคงจำจมูกยาวของพิน็อคคิโอได้เมื่อเขาโกหก ซึ่งก็เหมือนกับกลยุทธ์นี้: เมื่อไส้เทียนยาวกว่าตัวหลัก แสดงว่าตลาดกำลังหลอกเราและเราควรเทรดในทิศทางตรงกันข้าม

จุดเข้าเทรดของกลยุทธ์นี้จะแตกต่างกันไป: เทรดเดอร์บางรายมักรอให้แท่งเทียนถัดไปย้อนกลับไปที่ระดับฟีโบนักชี  50% ของแท่งพิน็อคคิโอเสียก่อน ในขณะที่เทรดเดอร์รายอื่น ๆ ชอบเข้าเทรดทันทีหลังจากแท่งเทียนนี้ปิดลง ซึ่งไส้เทียนยาวบ่งบอกถึงแรงกดดันจากการเทขายที่แข็งแกร่ง หางที่ยาวแสดงว่ามีแรงซื้อที่รุนแรง

3. กลยุทธ์แท่งแดงคู่ - The Double Red Strategy

กลยุทธ์แท่งแดงคู่ คือ ระบบการกลับตัวในระยะสั้นโดยพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของราคาและแนวต้าน แผนการเทรดได้แสดงอยู่ในกราฟ 5นาทีและสัญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อมีแท่งเทียนขาลงสองแท่งก่อตัวขึ้นหลังจากการทดสอบแนวต้าน

วิธีการทำกำไร

เลือกสินทรัพย์และดูตลาดจนกว่าคุณจะเห็นแท่งสีแดงแรก จากนั้นให้รอแท่งสีแดงที่สอง

ถ้าแท่งสีแดงที่สองปิดต่ำกว่าแท่งสีแดงแรกแสดงว่าคุณโชคดีเจอรางวัลใหญ่เข้าให้แล้ว เพราะโดยปกติแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือแถบที่สามจะลงต่ำกว่าแถบที่สอง นี่คือจุดที่คุณควรเปิดสถานะขาย

 
-------------จบตอนที่ 11--------------
 
 

Price Patterns (Part 5)

[ตอนที่ 89] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

16. รูปแบบกราฟแท่ง Two- Bar Reversals และ Three-Bar Reversals

รูปแบบกราฟแท่ง  Two-Bar Reversals

ลักษณะพื้นฐาน

รูปแบบกราฟแท่ง two-bar  reversal เป็นรูปแบบคลาสสิกสำหรับส่งสัญญาณอ่อนแรงแบบ exhaustion และพัฒนาขึ้นหลังจากที่มีราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นเวลานานเหมือนกับรูปแบบ one- and two-bar อื่นๆ เพียงแต่การกลับตัวของมันจะแข็งแกร่งกว่ารูปแบบ one­ or two-bar ทั่วไป ผมมีตัวอย่างแสดงอยู่ในรูปที่ 16-1 และ16-2 ซึ่งลักษณะของรูปแบบของมันจะเป็นดังนี้ :

รูปที่ 16-1 รูปแบบกราฟแท่ง Two-Bar Reversalsที่ด้านบน

รูปที่ 16-2 รูปแบบกราฟแท่ง Two-Bar Reversals ที่ด้านล่าง

1.       ต้องมีแนวโน้มที่ต้องแข็งแกร่งและต่อเนื่องเกิดขึ้นก่อน เพราะรูปแบบ two-bar reversals มักต้องตามมาด้วยการกลับตัวอย่างรุนแรง การไล่ราคาขึ้นหรือปรับลดราคาลงที่เกิดขึ้นก่อนเป็นระยะเวลายาวนานจึงมีความสำคัญมากยิ่งกว่าการฟอร์มรูปแบบ one- and two-bar ประเภทอื่นๆ

2.       แท่งกราฟทั้งสองแท่ง จะต้องมีขนาด trading range ที่กว้าง และมีความโดดเด่นเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับ trading range ของแท่งกราฟอันก่อนๆ (ดูรูปที่ 16-3 และ 16-4) ความกว้างของ trading range บนแท่งกราฟของมันช่วยสะท้อนความผันผวนและความอ่อนล้าทางอารมณ์ของตลาด ยิ่งมันแสดงพฤติกรรมผันผวนมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมั่นใจได้มากขึ้นว่ามีสัญญาณการกลับตัวที่แข็งแกร่งเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

 

รูปที่ 16-3 รูปแบบกราฟ Two-bar reversalsที่ Trading range เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

รูปที่ 16-4 รูปแบบกราฟ Two-bar reversals ที่ Trading range เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

[ตอนที่ 90] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

1 ราคาเปิดและราคาปิดของแท่งกราฟทั้งสองจะต้องอยู่ใกล้กับจุดปลายสุดของตัวมันเอง ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากเนื่องจากมันจะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดและเป็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างไม่คาดฝัน นักลงทุนที่ถือสถานะ Longs อยู่ส่วนบนของตลาด จะถูกล็อกอยู่ในกรอบราคาบนแท่งกราฟ two-bar reversal ในขณะที่นักลงทุนที่ถือสถานะ short   อยู่ด้านล่างสุดของตลาดจะถูกล็อกอยู่ในกรอบราคาบนแท่งกราฟ two-bar reversal ของตัวมันเอง

2 การเพิ่มขึ้นสำหรับปริมาณการซื้อขายของแท่งกราฟทั้งสองจะช่วยเสริมแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของตลาด ถ้าปริมาณการซื้อขายระดับสูงเกิดขึ้นหลังการมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แสดงให้เห็นถึงความอ่อนล้าของผู้ซื้อ/ผู้ขายตามทิศทางของแนวโน้มก่อนหน้านั้น นอกจากนี้ยังหมายความว่าผู้ค้าจำนวนมากได้ถูกล็อกให้อยู่ในสถานะขาดทุนเมื่อรูปแบบราคาฟอร์มตัวเสร็จสิ้น

3 รูปแบบของ two-bar reversals มักตามมาด้วยราคามีการขยับขึ้น/ลงอย่างรุนแรงแต่แค่เล็กน้อยเท่านั้น โดยทั่วไปนี่เป็นการพักตัวขนาดเล็กๆ ของราคาก่อนแนวโน้มใหม่ที่แท้จริงจะปรากฏตามมาเสมอ ผมมีตัวอย่างแสดงอยู่ในรูปที่16-5 และ 16-6 สำหรับด้านบนสุดของตลาด บริเวณที่มีการพักตัวของราคาในตัวอย่างพวกนี้ถูกเรียกว่าเขตแนวต้าน  และสำหรับที่ด้านล่างของตลาด มันก็จะถูกเรียกว่าเขตแนวรับ การย่อพักตัวแบบนี้อาจเป็นแค่กราฟเล็กๆ แท่งเดียวหรือมีอีกสักสองสามแท่งก็ได้ แต่ยิ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลามากขึ้นเท่าไหร่รูปแบบก็จะอ่อนแรงมากขึ้นเท่านั้น  ผมไม่มีเกณฑ์ตายตัวที่จะบอกว่าราคาจะต้องพักตัวขึ้น/ลงเป็นเท่าไหร่ได้ชัดเจนเหมือนหลักการแบ่งเป็นสัดส่วนที่เคยพูดถึง แต่การเริ่มต้นด้วยกฎ 50 % ดูจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และข้อแนะนำง่ายๆ ของผม ก็คือยิ่งการย่อพักตัวมีขนาดเล็กลง คุณก็ยิ่งมั่นใจเพิ่มขึ้นได้เลยว่าแนวโน้มขาลงกำลังจะเกิดขึ้นตามมา (หรือแนวโน้มขาขึ้นสำหรับ two-bar reversal ที่ด้านล่างของตลาด) และยิ่งมีโอกาสสูงที่รูปแบบนี้จะทำงานได้จริง ซึ่งถ้าอารมณ์ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงมากๆ ราคาก็ควรต้องมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งที่เด็ดขาดด้วย เพราะถ้าปัจจัยต่างๆ เหมือนกับที่บอกมาแล้วทั้งหมดแต่ราคายังไม่ยอมเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งให้ชัดเจน มันก็จะเป็นแค่การส่งสัญญาณแบบอ่อนๆ  เท่านั้น

รูปที่ 16.5  เขตแนวต้านของ two-bar reversal 

 

รูปที่ 16.6 เขตแนวรับของ two-bar reversal 

เมื่อเขตแนวต้าน/แนวรับเกิดขึ้นหลังจากการฟอร์มรูปแบบ two-bar reversalสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ มันจะมีจุด Stop loss ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำเหมาะๆ ให้คุณอยู่ที่เหนือแท่งกราฟขึ้นไป (สำหรับที่ด้านบนสุดของตลาด) และต่ำกว่าแท่งกราฟลงไป (ที่ด้านล่างสุดของตลาด) ส่วนราคาที่มันมีการย่อพักตัวชั่วคราวและเป็นจุดที่สามารถเข้าซื้อขายได้จะอยู่ใกล้กับจุดปลายสุดของ  two-bar reversal  ถ้าหากคุณตั้ง Stop loss  ที่ป้องกันการขาดทุนไว้ให้เลยจากจุดปลายสุดของการฟอร์มรูปแบบแล้ว การเข้าซื้อที่ระยะย่อพักตัวของราคาก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการซื้อขายได้อีกด้วย

[ตอนที่ 91] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

จิตวิทยาพื้นฐาน

เมื่อกราฟแท่งแรกของ  two-bar reversal ที่ด้านบนสุดของตลาดมีการฟอร์มตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในทิศทางที่ต่อเนื่องจากแนวโน้มเดิม ถ้ามันเป็นการส่งสัญญาณการกลับตัวบนแนวโน้มขาขึ้นที่แรงระดับห้าดาวแล้วล่ะก็ เราจะต้องเห็นราคาปิดของแท่งกราฟอยู่ใกล้กับราคาสูงสุดรวมทั้งต้องมี trading range ค่อนข้างกว้าง  จากนั้นเมื่อกราฟแท่งที่สองได้ฟอร์มตัวขึ้น ตรงนี้แหละที่คนซื้อต่างพากันคาดหวังว่าราคาจะขึ้นไปมากกว่าเดิม ดังนั้นราคาเปิดจะกระโดดสูงขึ้นจนใกล้เคียงกับราคาสูงสุดของแท่งกราฟแท่งแรก  แต่แนวคิดพื้นฐานของ two-bar reversal คือการแสดงการเปลี่ยนแปลงในเชิงจิตวิทยา ซึ่งถ้ากราฟแท่งที่สองกลับลงมาปิดลงด้วยราคาปิดที่ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดของกราฟแท่งแรกแล้วก็แสดงว่าคนในตลาดที่มีความคาดหวังสูงๆ ในช่วงเปิดของแท่งกราฟได้สลายตัวไปหมดแล้วในตอนสุดท้ายและนี่คือการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตลาด ผู้ซื้อที่ราคาปลายบนสุดของ trading range  ของแท่งกราฟทั้งสองจะถูกล็อกอยู่ในสถานะขาดทุนด้วยราคาที่สูงขึ้นและเป็นสาเหตุให้แนวโน้มอยู่ในระหว่างขาลง

ส่วน two-bar reversal ที่ด้านล่างสุดของตลาด จะมีกลไกการทำงานเหมือนกันแต่เกิดในทิศทางตรงกันข้ามเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้ที่ผมพูดถึงจะเป็นตัวอย่างในรูปที่ 16-2 ตามลักษณะของ two-bar reversal แนวโน้มจะต้องมีการลดลงเป็นระยะเวลาต่อเนื่องและยาวนานมาก่อนภายใต้การควบคุมของผู้ขาย กราฟแท่งแรกเปิดขึ้นที่ราคาใกล้กับราคาสูงสุดและปิดด้วยราคาที่ใกล้เคียงกับราคาต่ำสุดของตัวแท่งกราฟตามแนวโน้มเดิมที่เป็นขาลง  แต่พอถึงกราฟแท่งที่สอง มันจะเปิดขึ้นใกล้กับราคาต่ำสุดของกราฟแท่งแรกแล้วปิดที่ราคาใกล้กับราคาสูงสุด เป็นการบอกว่าผู้ซื้อกลับมาเป็นฝ่ายมีอำนาจ ความกว้างของ trading range คือความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับการกลับตัวอย่างแน่นอนของแนวโน้มและเป็นการยืนยันการฟอร์มตัวของรูปแบบ ดังนั้น ผมขอย้ำอีกครั้งว่าแท่งกราฟทั้งสองแท่งนี้จะต้องมีขนาดของ trading range ที่กว้างมากกว่าแท่งกราฟอื่นๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และมันจะยิ่งดีถ้ากราฟทั้งสองนี้จะมาพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมารองรับชนิดที่เรียกได้ว่ายิ่งมากยิ่งดี  เพราะแท่งกราฟกว้างและมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมากจะหมายถึงอารมณ์ตลาดมีแนวโน้มเข้าสู่อารมณ์สุดขั้วและบ่งบอกการสิ้นสุดของแนวโน้มเดิม เพื่อให้การเกิดรูปแบบtwo-bar reversals มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง มันควรต้องสะท้อนให้ถึงระดับสูงสุดหรือจุดวิกฤติ  รวมถึงมันควรต้องมีองค์ประกอบทั้งหลายที่พูดถึงนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาด

Charts 16-1 และ 16-2 เป็นกราฟแท่งราย 5 นาที ของ S & P Composite ซึ่ง Charts 16-1 ถือว่าเป็นรูปแบบคลาสสิกของแท่งราคาที่มีจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดตรงตามลักษณะที่อธิบายไปแล้วอย่างชัดเจน ส่วน  Charts 16-2 แสดงให้เห็นการย่อพักตัวเล็กๆ และการทำราคาทะลุเส้นประแนวโน้มขาขึ้นลงไปเป็นแนวโน้มขาลง ในรูปแบบนี้ การทะลุเส้นประแนวโน้มลงไปบ่งบอกชัดเจนถึงการสิ้นสุดแนวโน้มเดิม นี่เป็นการตอกย้ำความสำคัญให้กับ  two-bar reversal  ที่ด้านบนของตลาด ในขณะที่บ่อยครั้งรูปแบบ one- and two-bar กลับไม่สามารถยืนยันแนวโน้มที่ชัดเจนให้กับเราได้

Charts 16-1กราฟแท่งราย 5 นาที ของ S & P Composite

Charts 16-2 กราฟแท่งราย 5 นาที ของ S & P Composite

[ตอนที่ 92] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart 16-3 แสดงรูปแบบ two-bar reversal สำหรับราคาของ June gold ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2001ถึงแม้ว่าในหลาย ๆ กรณี รูปแบบราคานี้จะตามด้วยราคาที่ปรับตัวขึ้นทันที แต่ในกราฟนี้เราจะเห็นว่าราคาได้เพิ่มขึ้นช้าไปหนึ่งวัน เพราะมันมีกราฟแท่งของรูปแบบ inside bar มาช่วยเสริมสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้ม โดยมะนจะฟอร์มตัวขึ้นในวันหลังจากสิ้นสุดรูปแบบ two-bar reversal  ทำให้แท่งกราฟคู่ของเรามีประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มที่แรงขึ้น และรูปแบบการกลับตัวของแนวโน้มจะแข็งแกร่งกว่าที่ไม่มี inside bar ทั้งนี้เป็นเพราะกราฟแท่ง inside bars  แสดงถึงความสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และตัวรูปแบบ two­ bar reversal เองก็เป็นการกลับสมดุลขนานใหญ่ระหว่างพวกเขา ในทำนองเดียวกัน เราสามารถบอกว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาได้ถูกครอบงำโดยผู้ขาย ดังนั้นกราฟแท่ง inside bar ที่ปรากฏขึ้น ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้เป็นผู้ควบคุมราคาอีกต่อไป  ในกรณีนี้เราจะเห็นว่ารูปแบบกราฟ inside bar  จะตามมาด้วยกราฟแท่ง outside bar (ไม่ได้ระบุเอาไว้ในกราฟ) ดังนั้นแนวโน้มจึงกลับตัวไปเป็นขาขึ้นของตลาดกระทิงอย่างแน่นอน อีกอย่างที่จะเห็นคือกราฟแท่งที่สองใน two-bar reversal จะคลุมความกว้างทั้งหมดของกราฟแท่งแรก ซึ่งนี่ก็คือ รูปแบบกราฟแท่ง outside bar  เช่นกัน อันที่จริงถ้าว่าตามกฎของแท่งราคาแบบ two-bar reversal แล้ว มันไม่จำเป็นต้องมีแท่ง outside bar ก็ได้ แต่ถ้ามีก็ถือว่าดีกว่า เพราะมันช่วยเสริมว่าอารมณ์ของตลาดได้กลับตัวแล้วแน่นอน ดังนั้นเวลาที่ผมพิจารณาเรื่องคุณภาพของสัญญาณการกลับตัว  ผมจะมีคะแนนเพิ่มความมั่นใจให้สำหรับการมีรูปแบบกราฟ outside bar  อยู่ถัดจาก Inside bar เสมอ

Chart 16-3 กราฟรายวันของ June Goldปี 2001

Chart 16-4 เป็นกราฟรูปแบบ two-bar reversal ของ US Bancorp ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปี 2002 ที่การไล่ระดับราคาอยู่ในระดับสูงสุด เราจะเห็นการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของปริมาณการซื้อขายโดยที่ของกราฟแท่งที่สองจะสูงกว่ากราฟแท่งแรกเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเพิ่มเติมว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากความได้เปรียบของผู้ขาย

Chart 16-4 กราฟรายวันของ US Bancorp

[ตอนที่ 93] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

กราฟราคาน้ำตาลในตลาดที่แสดง two-bar reversal ใน  Chart 16-5 จะเห็นการเกิด gap ในวันแรกและราคาเปิดไม่ได้ถึงกับอยู่ในระดับราคาที่ต่ำมากนัก แต่แท่งกราฟทั้งสองแท่งยังถือว่าเป็นรูปแบบการกลับตัวที่ถูกต้องเพราะแท่งกราฟที่สองเปิดมาที่ราคาสูงสุดและปิดที่ราคาต่ำสุดของมัน  หนำซ้ำอีกสามวันถัดมาเราจะค่อยๆ เห็นว่า  two-bar reversal นั้นเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบกราฟ Island reversal อีกด้วย (สำหรับรายละเอียดของ Island reversals โปรดดูบทที่ 12)

Chart 16-5 กราฟรายวันของราคาน้ำตาล

Chart 16-6 แสดงการทะลุขึ้นไปแบบหลอกสำหรับ Dollar/Swiss franc  ซึ่งเน้นความสำคัญของรูปแบบกราฟ two­ bar reversal สำหรับให้สัญญาณการกลับตัวของแนวโน้ม ในสองวันที่เกิดแท่งกราฟจะมีกลุ่มผู้ซื้อที่ถูกล็อกไว้ตรงราคาเหนือจุดมันทะลุผ่านขึ้นไปหรือ  breakout point เป็นจำนวนมาก แต่รูปแบบนี้มีความแตกต่างจากรูปแบบคลาสสิกเล็กน้อยตรงที่พวกมันมีการทำราคาทะลุขึ้นไปแบบหลอกหลังมีการไล่ราคาขึ้นไปอย่างรุนแรงและกราฟแท่งที่สองเป็น outside bar แสดงอาการหมดแรงที่จะดันราคาให้ขึ้นไปต่อ และท้ายสุดรูปกราฟ two­ bar reversal นี้ก็ได้ถูกยืนยันเมื่อราคาร่วงกลับจนหลุดลงไปต่ำกว่าเส้นประของแนวรับ

Chart 16-6 กราฟรายวันของอัตราแลกเปลี่ยน Dollar/franc

[ตอนที่ 94] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart 16-7 เป็นกราฟรายสัปดาห์ของสินค้าปศุสัตว์ประเภทวัวเป็น (Live Cattle)คุณจะเห็นว่ารูปแบบ two-bar reversal มีการทำราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปแบบหลอก และจะเห็นรูปแบบราคานี้เกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง

ครั้งแรกอยู่ด้านซ้าย (A) เป็น  two-bar reversal แต่ยังไม่ใช่รูปแบบคลาสสิกของมัน เพราะการไล่ราคาขึ้นไปก่อนหน้าการเกิดรูปแบบไม่รุนแรงมากนัก อีกทั้ง trading range ของมันก็ไม่กว้างมาก แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังเห็นการทำราคาทะลุขึ้นไปเป็นการส่งสัญญาณหลอกหรือ whipsaws และ two-bar reversal เป็นส่วนหนึ่งของการราคาที่ทะลุขึ้นไปหรือ breakout  ทำให้อย่างน้อยเราก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าแนวโน้มจะมีการกลับตัวแบบชั่วคราว

การเกิดรูปแบบราคาในครั้งที่สอง (B) เราจะเห็น two-bar reversal ที่ด้านล่างสุดของตลาดส่งสัญญาณการกลับตัวจากแนวโน้มขาลงเป็นแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งการลดลงของราคาที่เกิดขึ้นก่อนหน้าก็ไม่รุนแรงมากนักเช่นกัน เราจะเห็นว่าถึงมันไม่ได้ส่งสัญญาณระดับห้าดาวว่าจะเป็นการกลับตัวเป็นแบบถาวร  แต่มันก็มีการกลับตัวแล้วไต่ระดับราคาขึ้นไปได้อย่างสวยงาม 

และในครั้งสุดท้าย (C) เราจะเห็นว่ามีกราฟสองแท่งที่มีลักษณะเด่นของ two-bar reversal รวมถึงสัญญาณหลอก whipsaw และรูปแบบกราฟ two-bar reversal ที่สุดท้ายก็ได้รับการยืนยันเมื่อราคาได้ทะลุผ่านเส้นประแนวรับขนาดเล็กลงไปได้ในอีกสัปดาห์ถัดมา

Chart 16-7 กราฟรายสัปดาห์ของสินค้าปศุสัตว์ประเภทวัวเป็น ในระหว่างปี 1993-1994

ความสำคัญของการติดตามแนวโน้มโดยใช้กรอบเวลาที่หลากหลาย

บ่อยครั้งมากที่รูปแบบกราฟราคาซึ่งปรากฏอยู่บนกราฟรายวันจะไม่แสดงบนกราฟรายสัปดาห์หรือกราฟรายชั่วโมงหรือในทางกลับกันกราฟราคาที่ปรากฏอยู่บนกราฟรายชั่วโมงหรือรายสัปดาห์ก็จะไม่แสดงบนกราฟรายวันเช่นกัน ผู้ค้าที่ให้ความสำคัญเฉพาะกราฟที่อยู่ในกรอบเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยไม่พิจารณาร่วมกับกรอบเวลาอื่นๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดอาจพลาดข้อมูลทางเทคนิคที่มีค่าไปได้ง่ายๆ ดังนั้นคุณควรพิจารณากราฟราคาที่เกิดขึ้นนอกเหนือกรอบเวลาที่คุณใช้ซื้อขายจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วยถึงจะดี

ตัวอย่าง Chart 16-8 ของ Westvaco ที่แสดงราคาเป็นราย15 นาที คุณจะเห็น two-bar reversals ปรากฏอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ในขณะที่ Chart 16-9  ซึ่งเป็นราคาของหุ้นตัวเดียวกัน แต่เปลี่ยนเวลาแสดงราคาเป็นราย 5 นาที เมื่อทำกรอบรูปวงกลมที่เวลาเดียวกับของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบน Chart 16-8 เรากลับไม่เห็นปรากฏการณ์ทางเทคนิคใด ๆ ที่บ่งบอกว่ามันมี two-bar reversals อยู่บนกราฟ ดังนั้นใครก็ตามที่มองแค่กราฟราย 5 นาทีอาจพลาดโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้

Chart 16-8 กราฟราย 15 นาทีของ Westvaco  (แหล่งที่มา: Telescon.)

Chart 16-9 กราฟราย 5 นาทีของ Westvaco (แหล่งที่มา: Telescon.)

[ตอนที่ 95] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

การดูกราฟบนกรอบเวลาเล็กๆ อาจทำให้ผู้ค้าที่ชอบใช้กราฟรายวันรู้สึกรำคาญใจและบอกว่ามันไม่เกี่ยวกัน แต่ที่จริงเราสามารถใช้หลักการนี้มาพิจารณากราฟรายชั่วโมงหรือรายสัปดาห์ได้  เพราะกราฟรายชั่วโมงสามารถแสดงรูปแบบราคาที่สำคัญบางประเภทได้ดีกว่าอย่างเช่นรูปแบบหัวและไหล่ (Head and Shoulders) ที่จะไม่ปรากฏบนกราฟรายวันที่มีแค่ 3 หรือ 4 แท่ง ในทำนองเดียวกันถ้าขยายกรอบเวลาขึ้นเป็นรายสัปดาห์ อาจทำให้ผู้ค้ารายวันเห็นภาพแนวโน้มอื่นที่มีความโดดเด่นมากกว่า นอกจากนี้มันอาจแสดงรูปแบบกราฟ outside bar หรือ  two-bar reversal ในขณะที่ไม่แสดงอยู่บนกราฟรายวัน

รูปแบบกราฟแท่ง  Two-Bar Reversals ที่เป็น Domino หรือ Reverse Domino

บางครั้งรูปแบบราคาเหล่านี้จะพัฒนาที่จุดเปลี่ยนที่สำคัญทั้งบนกราฟรายวันและกราฟระหว่างวัน ทั้งนี้ก็เพราะว่ารูปแบบกราฟแท่ง two-bar reversals (หรือรูปแบบ one- or two-bar  อื่น ๆ ) ทำหน้าที่เป็น dominoes หรือ reverse dominoes ซึ่งผมได้อธิบายแนวคิดนี้กับรูปแบบ outside bars  ไว้แบบคร่าวๆ แล้ว ในบทที่ 13  ตัวอย่างของ  Chart 16-10 เป็นกราฟแสดงพฤติกรรมราคารายวันสำหรับ DJ Transports  กรอบด้านล่างแสดงค่า  smoothed summed  rate of change หรือค่า KST ระยะสั้น ซึ่งเป็นอินดิเคเตอร์ที่ผมพัฒนาขึ้นเมื่อมาหลายปีก่อน (สำหรับการเรียนการสอนแบบสตรีมมิ่งเกี่ยวกับ KST ให้เข้าไปที่  www.prlng.com "Charting the KST") เหนือสิ่งอื่นใดชุดอินดิเคเตอร์เอนกประสงค์นี้จะให้สัญญาณซื้อ/ขายแก่เราขณะที่มันวิ่งตัดขึ้น/ลงได้อย่างเด็ดขาด บนเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วัน อย่างใน Chart 16-10 ที่มันพยายามให้สัญญาณซื้อระยะสั้น แต่ที่จริงก็ไม่ได้ให้สัญญาณที่ถูกต้องเด็ดขาดนัก เพราะเราต้องรอให้ราคาไต่ระดับขึ้นไปเป็นเวลานานกว่าสามสัปดาห์ถึงจะยืนยันสัญญาณได้ ดังนั้นมันคงจะดีถ้าคุณได้มีการเฝ้าระวังเอาไว้บ้าง แล้วอะไรคือสิ่งที่สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือของสัญญาณได้? คำตอบอยู่ในพฤติกรรมของราคา ดูได้จาก Chart 16-11 ของ DJ Transportsเมื่อการฟอร์มรูปแบบ two-bar reversal  สิ้นสุด ผนวกกับค่า KST ให้สัญญาณการซื้อ จากนั้นราคาก็มีการปรับขึ้นโดยเฉลี่ยเป็นไปได้อย่างสวยงาม สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ข้อมูลจากกราฟทันต่อเวลามากขึ้น

Chart 16-10 กราฟรายวันของ DJ Transports

Chart 16-11 กราฟรายวันของ DJ Transports

[ตอนที่ 96] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง  Three-Bar Reversals

ลักษณะและจิตวิทยาพื้นฐาน

รูปแบบกราฟแท่ง  Three-Bar Reversals ก็คือแท่งกราฟ  two-bar reversals ที่มีแท่งกราฟ  exhaustion bar  มาคั่นเอาไว้ตรงกลาง คุณจะเห็นตัวอย่างด้านบนสุดของตลาดแสดงในรูปที่ 16-7 และตัวอย่างด้านล่างสุดของตลาดในรูปที่ 16-8  รูปแบบนี้เป็นการเน้นย้ำถึงความอ่อนแรงของผู้ซื้อหรือผู้ขายตามที่อยู่บนทิศทางของแนวโน้ม

สำหรับการฟอร์มรูปแบบที่ด้านบนสุด ในรูปที่ 16-7 ซึ่งแนวโน้มเดิมมีผู้ซื้อเป็นผู้ควบคุมหลัก กราฟแท่งที่สองจะบอกถึงความอ่อนแรงของราคาในรูปแบบของแท่งกราฟ Pinocchio bar เสมอ คุณจะเห็นการซื้อขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นเหนือราคาเปิดและราคาปิด  ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าในขณะที่ผู้ซื้อสามารถดันราคาให้สูงขึ้นไปมากในระหว่างการฟอร์มรูปแบบแท่งกราฟ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรักษาราคาที่สูงขึ้นไปนั้นไว้ได้นานก็หมดแรงเสียก่อน และเพื่อให้สะท้อนสามารถเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน มันจึงสำคัญมากที่กราฟแท่งแรกและแท่งสุดท้ายจะต้องมี trading range กว้างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อเทียบกับแท่งกราฟที่เกิดขึ้นก่อนหน้า มันจะยิ่งดีมากขึ้นอีกถ้าแท่งกราฟตรงกลางเป็นแบบ Pinocchio ซึ่งมี trading range สูงเกินออกไปจากราคาเปิด/ราคาปิดของตัวมัน เพราะมันเป็นการบอกถึงการเคลื่อนไหวแบบอ่อนแรงของราคา ส่วนในรูปที่ 16-8 เป็นการฟอร์มรูปแบบกราฟที่ด้านล่างสุดของตลาดที่มีหลักการเหมือนกันแต่มีทิศทางกลับกันเท่านั้น

รูปที่ 16-7 รูปแบบกราฟแท่ง  Three-Bar Reversalsที่ด้านบน

รูปที่ 16-8 รูปแบบกราฟแท่ง  Three-Bar Reversalsที่ด้านล่าง

[ตอนที่ 97] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาด

Chart 16-12 เป็นกราฟของ Cisco ซึ่งแสดง three-bar reversal ที่ด้านล่างของตลาด แต่มันไม่ใช่รูปแบบคลาสสิกจริงๆ เพราะมันมีองค์ประกอบไม่ครบอยู่อย่างหนึ่งซึ่งก็คือกราฟแท่งที่สามยังมีความกว้างของ trading range ไม่มากพอ อย่างไรก็ตามมันก็ชดเชยด้วยปริมาณการซื้อขายจำนวนมากของกราฟแท่งกลาง

Chart 16-12 กราฟรายวันของ Cisco

Chart 16-13 เป็นราคาของน้ำตาล ซึ่งแสดง three-bar reversal ในอีกรูปแบบหนึ่ง เราจะเห็นกราฟแท่งกลางกลายไปเป็นรูปแบบเกาะ one-day island reversal ระยะหนึ่งวัน (หนึ่งแท่ง) และคุณจะเห็นว่าราคาเปิดและราคาปิดของมันจะอยู่ที่จุดต่ำสุด ดังนั้นการซื้อขายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนั้นจะอยู่ที่ราคาระดับสูงขึ้นไป และเกือบทุกคนที่ซื้อในวันนี้จะถูกล็อกไว้ที่ขาดทุน นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดเมื่อเห็นราคาวิ่งขึ้นก่อนหน้ารูปแบบนี้

Chart 16-13 กราฟรายวันของ Sugar

[ตอนที่ 98] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

กราฟของ Cintas ใน Chart 16-14 เป็นรูปแบบกราฟ three-bar reversal ที่ดีมาก ลูกศรชี้ให้เห็นปริมาณการซื้อขายที่ค่อนข้างสูงในแท่งกราฟวันที่เกิด Pinocchio  และคุณจะเห็น trading range ของมันพุ่งขึ้นไปอยู่สูงกว่าราคาสูงสุดของแท่งกราฟที่อยู่ด้านข้างอีกสองแท่งเมื่อลากเชื่อมจุดสูงสุดของกราฟทั้งสองนั้นเป็นเส้นประแนวนอน ยิ่งมีการละเมิดเส้นแนวโน้มลงไปในวันถัดจากที่รูปแบบนี้เสร็จสิ้นแล้วก็ยิ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าการฟอร์มรูปแบบนี้ถูกต้อง

Chart 16-14 กราฟรายวันของ Cintas

Chart 16-15 ของ Cnet  ยังขาดส่วนประกอบบางอย่างของรูปแบบ three-bar reversal ประการแรกกราฟแท่งกลางไม่ใช่รูปแบบ Pinocchio ที่แท้จริง เพราะราคาเปิดและราคาปิดของมันไม่ได้อยู่ในระดับที่ใกล้กันเมื่อเทียบกับความกว้างของแท่งกราฟอีกทั้งราคาปิดยังอยู่สูงกว่าราคาเปิด กราฟแท่งกลางมีปริมาณการซื้อขายค่อนข้างสูงและแท่งกราฟที่ขนาบทั้งสองข้างมีความกว้างพอสมควร  โดยทั่วไปหลังจากสิ้นสุด three-bar reversal แล้ว เราควรจะต้องเห็นราคาที่ลดลงมากกว่าที่เห็นบนกราฟ แต่ที่ผมเสนอตัวอย่างเพื่อบอกว่าปริมาณการซื้อขายสูงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นสำหรับลักษณะของ Pinocchio ถึงแม้ว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม

Chart 16-15 กราฟรายวันของ Cnet

[ตอนที่ 99] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง Quiet Three-Bar Reversal

รูปแบบกราฟแท่ง  quiet three-bar reversal เป็นสิ่งที่ผมใช้เรียกเมื่อมีการแปลงรูปแบบบางอย่างเกิดขึ้นบน three-bar reversal (ดูรูปที่ 16-9) เพราะส่วนที่  "เงียบหรือ quiet" หมายถึงกราฟแท่งกลางไม่ได้มีลักษณะเป็นรูปแบบ Pinocchio และมี trading range ค่อนข้างแคบเมื่อเทียบกับแท่งกราฟอีกสองแท่งที่อยู่ขนาบข้าง ปริมาณการซื้อขายของมันจะต่ำมากซึ่งแตกต่างจากมาตรฐานของ  three-bar reversal เพราะนี่เป็นการบ่งบอกว่าทั้งกลุ่มไม่สนใจที่จะซื้อหรือขาย หนำซ้ำพฤติกรรมราคาของมันยังตรงกันข้ามกับแท่งกราฟที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่กลุ่มควบคุมตลาดมักมีการเร่งขายหรือเร่งซื้อตามทิศทางของแนวโน้มเดิม

โดยปกติราคาเปิด/ราคาปิดของกราฟแท่งกลางในรูปแบบquiet three-bar reversal จะอยู่ใกล้กันมากนั่นหมายถึงว่าทั้งสองฝ่ายมีการจับคู่กันอย่างเท่าๆ กัน ตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาก่อนตามทิศทางเดิมของมันอย่างแข็งแกร่ง ดังนั้น กราฟที่มี trading range แคบจึงเป็นการเตือนว่าใครก็ตามที่เคยถูกควบคุมมาก่อนจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป สัญญาณที่มันส่งออกมาจะมีความแรงน้อยกว่าของรูปแบบ Pinocchio bar แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพราะสัญญาณชี้ขาดจริงๆ จะมาจากกราฟแท่งที่สามซึ่งราคาเปิดจะใกล้กับราคาปิดของกราฟแท่งแรกและราคาปิดจะใกล้กับราคาเปิด ดังนั้นต่อให้มีความผันผวนใดก็ตามเกิดขึ้นในระหว่างการฟอร์มตัว แต่เมื่อกราฟแท่งที่สามสิ้นสุด มันก็จะเหลือกำไรสุทธิให้ผู้ค้าเพียงน้อยนิดหรือไม่มีเลยเท่านั้น

รูปที่ 16-9 รูปแบบกราฟแท่ง Quiet Three-Bar Reversal ที่ด้านล่าง

รูปที่ 16-10 แสดงการเปรียบเทียบรูปแบบกราฟของ three-bar reversal ปกติกับ quiet three-bar reversal ที่มี trading range  แสดงเป็นกรอบสี่เหลี่ยม

รูปที่ 16-10 รูปแบบกราฟ three-bar reversal และ quiet three-bar reversal ที่ Trading range เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

[ตอนที่ 100] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart 16-16 เป็นกราฟของ Cisco ที่แสดง quiet three-bar reversal หลังจากการไล่ราคาขึ้นในเวลาสั้นๆ   ลูกศรชี้ว่ากราฟแท่งกลางเกิดขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่ต่ำมากสะท้อนถึงความสมดุลที่ดีระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหลังจากอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ซื้อมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง รูปแบบราคานี้ได้รับการยืนยันในทันทีจากการที่ราคาทะลุเส้นแนวโน้มลงไป

Chart 16-16 กราฟรายวันของ Cisco

รูปแบบกราฟแท่ง Three-Bar-Plus Reversal

นี่เป็นquiet three-bar reversal ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ โดยที่มันจะมีแท่งกราฟแบบ quiet bar เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งแท่ง ดังนั้นมันจึงมีคำว่า plus รวมอยู่ในชื่อด้วย ตัวอย่างจะแสดงในรูปที่ 16-11 และ 16-12

 

รูปที่ 16-11 รูปแบบกราฟแท่ง Three-Bar-Plus Reversal ที่ด้านบน

รูปที่ 16-12 รูปแบบกราฟแท่ง Three-Bar-Plus Reversal ที่ด้านล่าง

[ตอนที่ 101] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

แนวความคิดของรูปแบบราคายังคงเหมือนกันไม่ว่าเราจะมีแท่งกราฟที่มี trading range แคบจำนวนกี่แท่ง เพราะพวกมันทั้งหมดแสดงถึงสมดุลที่ดีระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายแต่สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่พวกมันต้องถูกขนาบทั้งสองข้างด้วยแท่งกราฟที่มี trading range  กว้าง

เพื่อให้รูปแบบที่นำไปใช้งานได้ดี three-bar-plus นี้ต้องมีการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงก่อนการเกิดรูปแบบเนื่องจากมันต้องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของตลาดระหว่างแนวโน้มหนึ่งกับอีกแนวโน้มหนึ่ง

Chart 16-17 กราฟรายวันของ Apple Computer

ใน Chart 16-17เป็นกราฟแสดงรูปแบบ three-bar-plus reversal ของ Apple Computer ผมว่ามันคงจะดีกว่านี้ถ้าแท่งกราฟที่อยู่ก่อนหน้ากราฟแท่งกลางสองแท่งจะมี trading range กว้างกว่าที่เห็นเพื่อผมจะมั่นใจได้ว่าแนวโน้มก่อนหน้ามันถูกครอบงำโดยผู้ขายจริงๆ แต่การฟอร์มตัวของกราฟแท่งสุดท้ายก็ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้คุณจะเห็นปริมาณการซื้อขายของมันเป็นรูปจานหงายซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการเห็น  ยิ่งถ้าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในวันสุดท้ายก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่จำเป็นก็ได้ เพราะมันคงไม่สามารถมีลักษณะทุกอย่างครบถ้วนได้ตามที่เราต้องการ!

รูปแบบกราฟแท่ง  Two-Bar Reversals และ Candlesticks

มันยังมีรูปแบบกราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่นหรือ Japanese candlestick  ซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักนักแต่มีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบกราฟ two-bar reversalอยู่บางประเภท  ที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นกราฟแท่งเทียนรูปแบบกลืนกิน หรือ Engulfing ที่อธิบายไว้ในบทที่ 13  ทั้งนี้  two-bar reversals จะปรากฏขึ้นในรูปแบบแท่งเทียนสองแท่งที่มีลำตัวจริงที่กว้างมากและมีไส้เทียนเล็กๆ หรือไม่มีเลยโผล่ออกมาที่ด้านบนหรือด้านล่างของมัน   (ดูรูปที่ 16-13 และ 16-14) ลำตัวจริงของกราฟแท่งแรกจะมีสีตามทิศทางของแนวโน้มเดิมและกราฟแท่งที่สองจะมีสีตรงกันข้าม ที่ด้านบนของตลาดจะประกอบไปด้วยแท่งเทียนสีดำที่ตามมาหลังจากแท่งเทียนสีขาวและในทางกลับกันสำหรับที่ด้านล่างของตลาด

รูปที่ 16-13 รูปแบบกราฟ candlestick ของ two-bar reversals ที่ด้านบน

 

รูปที่ 16-14 รูปแบบกราฟ candlestick ของ two-bar reversals ที่ด้านล่าง

[ตอนที่ 102] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง  Three-Bar Reversals และ Candlesticks

รูปแบบกราฟแท่ง  three-bar reversals  มีความใกล้เคียงกับรูปแบบโดจิกากบาทหรือ doji star ถึงแม้รูปแบบ three-bar reversal กำหนดไว้ว่าจะต้องมีกราฟแท่งกลางอย่างรูปแบบ Pinocchioซึ่งกว้างกว่าของรูปแบบ doji star อยู่เสมอก็ตาม  ตัวอย่างของรูปแบบโดจิที่ส่งสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้น  morning dojis และรูปแบบโดจิที่ส่งสัญญาณกลับตัวเป็นขาลง  evening dojis จะแสดงอยู่ในรูปที่ 16-15 ส่วนรูปแบบ Quiet three-bar reversals จะเหมือนกราฟแท่งเทียนที่บอกว่าแนวโน้มจะกลับตัวที่เรียกว่า morning starและ evening starมากกว่า  โดยรูปที่ 16-16 จะเป็นรูปแบบ morning star ที่บอกว่าแนวโน้มจะกลับตัวเป็นขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม จิตวิทยาพื้นฐานของรูปแบบราคาเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกันมาก อย่างเช่น  มีแนวโน้มแข็งแกร่งทำให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งจะพลิกไปสู่แนวโน้มใหม่ตามความต้องการของกลุ่มที่เคยถูกควบคุมในแนวโน้มก่อนหน้านี้

 

รูปที่ 16-15 รูปแบบกราฟdoji star 

รูปที่ 16-16 รูปแบบกราฟ morning star

[ตอนที่ 103] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ที่จริงรูปแบบ three-bar-plus reversals ยังอยู่ในตัวอย่างรูปแบบราคาอีกมากมาย อย่างรูปแบบยอดหอคอย tower tops หรือฐานหอคอย tower bottoms (ดูที่ Chart 16-18) รูปแบบเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับ trading range ที่แคบมากและมีลักษณะคล้ายจานรอง ที่ถูกขนาบสองข้างด้วยกราฟแท่งต่างสีที่ลำตัวจริงมีขนาดกว้างมาก แนวคิดเรื่องกราฟแท่งเทียนสองแท่งประกบแท่งกราฟขนาดเล็กกว่าหลายๆ แท่งเป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าแนวโน้มทั้งสองที่แข็งแกร่งถูกคั่นด้วยสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย  เห็นได้จาก Chart 16-18 นั่นคือ รูปแบบยอดหอคอย tower tops  ที่ใช้เวลาในการสร้างรูปแบบนานกว่ารูปแบบ quiet three-bar-plus reversal

Chart 16-18 กราฟที่แสดงรูปแบบ tower top ของ General Motors ในระหว่างปี 1994-1995 (แหล่งที่มา : prinq.com)

สรุป

รูปแบบกราฟแท่ง Two-Bar Reversals

ลักษณะของราคา : เป็นกราฟสองแท่งทีมี trading range กว้างและมีความสูงใกล้เคียงกันตามแนวโน้มเดิมที่แข็งแกร่ง

-     ที่ด้านบนสุดของตลาด กราฟแท่งแรกจะเปิดด้วยราคาเปิดที่ใกล้เคียงกับราคาต่ำสุดและปิดที่ราคาใกล้เคียงกับราคาสูงสุดของตัวมัน

-     ด้านล่างสุดของตลาด กราฟแท่งแรกเปิดที่ราคาใกล้เคียงกับราคาสูงสุดและปิดที่ราคาต่ำสุดของตัวมัน

·   ปริมาณการซื้อขาย : กราฟทั้งสองแท่งที่ด้านบนและด้านล่างของตลาดต้องเกิดขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

·   ความหมายของการวัด : ไม่มี แต่จะตามด้วยการกลับตัวในระยะสั้นเสมอ

·   ความน่าเชื่อถือ : โดยปกติแล้วจะมีความน่าเชื่อถือที่ดีเมื่อมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งนำมาก่อน

รูปแบบกราฟแท่ง  Three-Bar Reversals

ลักษณะของราคา : เป็นกราฟสองแท่งทีมี trading range กว้างและมีความสูงใกล้เคียงกันตามแนวโน้มเดิมที่แข็งแกร่ง พวกมันจะถูกคั่นด้วยกราฟแท่ง Pinocchio หรือกราฟที่มี trading range แคบๆ  (สำหรับรูปแบบของ quiet three­ bar reversal) ที่ฟอร์มรูปแบบขึ้นไปถึงระดับราคาสูงสุดสำหรับด้านบนสุดของตลาด หรือ  ฟอร์มรูปแบบลงไปถึงระดับราคาต่ำสุดสำหรับด้านล่างสุดของตลาด

-     ที่ด้านบนสุด กราฟแท่งแรกจะมีราคาเปิดใกล้กับราคาต่ำสุดและราคาปิดใกล้กับราคาสูงสุดของตัวมัน ส่วนกราฟแท่งที่สองจะมีราคาเปิดใกล้กับราคาสูงสุดและปิดใกล้กับที่ราคาต่ำสุดของมัน

-     ที่ด้านล่างสุด กราฟแท่งแรกจะมีราคาเปิดใกล้กับราคาสูงสุดและราคาปิดใกล้กับราคาต่ำสุดของตัวมัน ส่วนกราฟแท่งที่สองจะมีราคาเปิดใกล้กับราคาต่ำสุดและราคาปิดใกล้กับราคาสูงสุดของตัวมัน

·   ปริมาณการซื้อขาย : ปริมาณการซื้อขายสูงกว่าโดยเฉลี่ยสำหรับกราฟที่ trading rangeกว้างทั้งสองแท่งและกราฟ Pinocchio และมีปริมาณการซื้อขายบางเบาสำหรับรูปแบบ quiet three-bar reversal

·   ความหมายของการวัด : ไม่มี แต่จะตามด้วยการกลับตัวในระยะสั้นเสมอ

·   ความน่าเชื่อถือ : โดยปกติแล้วจะมีความน่าเชื่อถือที่ดีเมื่อมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งนำมาก่อน

รูปแบบกราฟแท่ง  Quiet Three-Bar-Plus Reversal

เหมือนกับ quiet three-bar  reversals เพียงแต่จะมีกราฟที่ trading range แคบๆ เพิ่มขึ้นอีก  2-4 แท่ง

Price Patterns (Part 3)

[ตอนที่ 61] บทความแปลหนังสือ Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns

13 รูปแบบกราฟแท่ง Outside Bars

บทนำ

รูปแบบกราฟแท่ง One- and Two-Bar Patterns

รูปแบบราคาที่เราพูดถึงในบทก่อนๆ อาจมีกราฟแท่งอย่างน้อย 15แท่ง จนกว่าจะสิ้นสุดขั้นตอนการฟอร์มรูปแบบ  และกราฟแท่งนี่แหละที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อมั่นพื้นฐาน

ในบทนี้และบทต่อๆ ไป จะกล่าวถึงรูปแบบราคาขนาดเล็กมากที่จำกัดจำนวนกราฟแท่งแค่ 1 หรือ 2 แท่ง การฟอร์มรูปแบบเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากเนื่องจากจะทำให้จับสัญญาณการพัฒนาแนวโน้มใหม่ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติว่าจุดใดจะเป็นจุดหยุดขาดทุนที่ความเสี่ยงต่ำ

แต่เดิมรูปแบบราคาที่อธิบายไว้ในบทที่ 13 ถึง 16 จะนับเป็นวัน เช่นรูปแบบ 1- 2 วัน หรือรูปแบบ 1 และ 2 สัปดาห์ แต่เมื่อมีการกำหนดกราฟระหว่างวันขึ้นมา รูปแบบที่มีอยู่จึงไม่อาจนำมาอธิบายได้อีกต่อไป ดังนั้นเราจึงใช้คำว่า “แท่งหรือ bar” มาอธิบายรูปแบบเหล่านี้แทนการใช้คำว่า “วัน”

ขนาดของรูปแบบราคาเป็นปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกความสำคัญของรูปแบบนั้น ซึ่งทั้งรูปแบบกราฟแท่งที่มีหนึ่งหรือสองแท่ง one- and two-bar ต่างใช้เวลาไม่นานนักในการฟอร์มตัว ดังนั้นมันจึงมีอิทธิพลต่อราคาเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ในสภาวะปกติ รูปแบบราคาที่ประกอบด้วย one-day bar จะส่งผลต่อราคา เป็นเวลา 5 - 10 วัน  ดังนั้น  two-bar pattern  ที่สร้างขึ้นจากกราฟแท่งราย 10 นาที ก็จะส่งผลต่อแนวโน้มราคาในช่วง 50 นาที ถึง 1 ชั่วโมงถัดไปหรือยาวนานกว่านั้น  อันที่จริง ถึงมันจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ยิ่งผมศึกษารูปแบบเหล่านี้มากเท่าใดก็ยิ่งประทับใจกับความสามารถในการส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือสำหรับการกลับตัวของแนวโน้มราคาในระยะสั้นๆ ของมัน

เมื่อแนวโน้มเติบโตจนถึงจุดอิ่มตัว (เข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย) และภาพรวมทางเทคนิคในระยะยาว มันก็มักจะเกิดรูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar ที่จุดกลับตัวสุดท้ายของแนวโน้มเสมอ  ในทางทฤษฎีรูปแบบกราฟแท่ง  one- and two-bar จะอยู่ในแนวโน้มเดิมต่อไปแบบ dominoes หรือ  reverse dominoes ก็ต่อเมื่อพวกมันไปอยู่ที่ปลายสุดของสมดุลทางเทคนิคระยะยาวในทิศทางใหม่ (แต่เราเรื่องนี้จะกลับมาพูดถึงในรายละเอียดในเรื่องนี้ภายหลัง)

รูปแบบราคาทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีความสำคัญเท่าเทียมกัน

เราอาจกล่าวได้ว่าสัญญาณจากรูปแบบเหล่านี้เป็นการบ่งบอกการซื้อหรือการขายและมันก็ใช้ได้ดีตามลักษณะที่มันเป็น แต่เพราะรูปแบบทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างให้มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ดังนั้นเราจึงมีการจัดระดับคุณภาพในการส่งสัญญาณของมันเอาไว้ โดยแบ่งสัญญาณเหล่านี้ในเทอมของรูปแบบประเภทดาวเด่นหรือ star หรือรูปแบบคลุมเครือหรือ  shaded of grey ตัวอย่างเช่น รูปแบบ A มีลักษณะการฟอร์มตัวเป็นรูปแบบที่ชัดเจน ในขณะที่รูปแบบ B มีการส่งสัญญาณที่แข็งแกร่ง ดังนั้น  A ก็จะถูกจัดเป็นรูปแบบประเภท two-star ส่วน pattern B ก็จะถูกจัดให้เป็นรูปแบบประเภท five-star และเมื่อเอามาวิเคราะห์ความน่าจะเป็นในเชิงเทคนิคแล้ว สัญญาณของรูปแบบประเภท five-star  ก็ย่อมมีโอกาสบ่งชี้การกลับตัวของแนวโน้มได้ถูกต้องกว่าสัญญาณของรูปแบบประเภท two-star และอื่นๆ แต่มันก็ไม่ได้ถึงกับรับประกันว่าการคาดการณ์นั้นจะถูกต้องเสมอไป  หรือสัญญาณของ one-star นั่นจะตามมาด้วยการเคลื่อนไหวที่อ่อนแอ เพราะมันแค่โอกาสที่น่าจะเป็นเท่านั้น

สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือการตามล่าหาเบาะแสเพื่อยืนยันความแข็งแกร่งและการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นที่สำคัญของนักลงทุน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณการกลับตัว อย่างเช่น ผมอาจจะตะโกนร้องคำว่า ช่วยด้วย! ก็จริง แต่ถ้าผมตะโกนขอความช่วยเหลือบนหลังคา คุณก็อาจจะได้ยินไม่ค่อยชัด ซึ่งก็เหมือนกับหลักการที่มีอยู่ในตลาด  ดังนั้นรูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar ที่พูดถึงนี้จะถูกตีความว่ามันเป็นพวกรูปแบบที่ส่งสัญญาณคลุมเครือมากกว่าที่จะเป็นรูปแบบที่ส่งสัญญาณชัดๆ  เพราะบางรูปแบบของมันจะให้สัญญาณที่แสดงอาการอ่อนล้ามากว่ารูปแบบอื่น

[ตอนที่ 62] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

หลักการตีความหมายของรูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar

มีกฎพื้นฐานหลายข้อที่นำมาใช้ตีความการฟอร์มรูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar: 

1. เพื่อให้การฟอร์มรูปแบบเหล่านี้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีสัญญาณบางอย่างบ่งบอกถึงการกลับตัวของพวกมันเกิดขึ้นก่อน อย่างถ้าเป็นการกลับตัวที่ด้านบน มันจะต้องมีการไล่ราคาขึ้นไปมากๆ ก่อน ส่วนการกลับตัวที่ด้านล่าง ก็ต้องมีการร่วงลงของราคาอย่างรุนแรงก่อนเช่นกัน ตามกฎทั่วไปยิ่งสัญญาณก่อนหน้านี้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่รูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

2. โดยทั่วไปการฟอร์มรูปแบบเหล่านี้มักสะท้อนจุดที่แนวโน้มหรือราคาอ่อนแรง ในกรณีของแนวโน้มขาขึ้น รูปแบบดังกล่าวจะพัฒนาขึ้นเมื่อผู้ซื้อได้ผลักดันราคาขึ้นไปไกลมากเกินไปและต้องการพัก แต่ในกรณีแนวโน้มขาลงซึ่งพบแรงเทขายน้อยมากเพราะผู้ขายได้ขายทิ้งไปหมดแล้ว รูปแบบดังกล่าวมักจะมาพร้อมกับการส่งสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มเสมอ

3. รูปแบบราคาทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีความสำคัญเท่าเทียมกัน บางรูปแบบแสดงลักษณะที่พูดถึงในทิศทางที่แข็งแกร่ง ส่วนรูปแบบอื่นๆ อาจสะท้อนลักษณะดังกล่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รูปแบบประเภท five-star มีแนวโน้มที่จะส่งสัญญาณการกลับตัวได้แข็งแกร่งกว่า ส่วน two-star จะส่งสัญญาณที่ในลักษณะที่ไม่รุนแรงนัก ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้สึกเข้ามาร่วมในการตีความหมายของรูปแบบเหล่านี้บ้าง แทนการรีบด่วนสรุปว่ารูปแบบที่เห็นเป็นการยืนยันการกลับตัวของราคาที่รวดเร็วและให้ผลกำไร

4. ในบางครั้ง คุณอาจสังเกตเห็นรูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar ยืนยันแนวโน้มที่จะตามมาอย่างชัดเจนหรืออยู่ระหว่างการพัฒนา รวมถึงการสิ้นสุดการฟอร์มรูปแบบขนาดใหญ่กว่าหรือมีการทำราคาทะลุแนวโน้มออกไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มความสำคัญให้กับรูปแบบ แต่ยังเพิ่มโอกาสที่จะเป็นสัญญาณที่ถูกต้องอีกด้วย

รูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar ของตะวันตกเปรียบเทียบกับกราฟแท่งเทียน candlesticks ของญี่ปุ่น

ก่อนที่เราจะศึกษาเจาะลงไปในแต่ละรูปแบบ คุณต้องเข้าใจก่อนว่ามีกราฟแท่งอยู่หลายรูปแบบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่น หรือJapanese candlesticks ที่ผมใช้คำว่า "ใกล้เคียง" เพราะการตีความของแท่งเทียนของญี่ปุ่นจะเน้นหนักไปที่ราคาเปิด/ราคาปิดซึ่งส่วนใหญ่กำหนดมาจากราคาเปิด/ราคาปิดของแท่งเทียนก่อนหน้านี้ ในขณะเดียวกันราคาเปิด/ราคาปิดก็ยังเป็นสิ่งสำคัญในการตีความของกราฟแท่งของตะวันตกด้วยเช่นกัน และมันก็ยังถือว่ากราฟทั้งแท่งเป็น trading range ทั้งหมดเพราะมันเป็นกราฟแท่งที่จับอารมณ์ตลาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ในบทนี้และอีกสามบทถัดไปเราจะเปรียบเทียบวิธีการสร้างกราฟทั้งสองวิธี อย่างแรกก็คือ กราฟแท่งเทียน   สำหรับรายละเอียดที่ลึกมากกว่านี้ โปรดดูหนังสือ Introduction to CandlestickCharting (เป็นบทเรียนและ CD-ROM) หรืองานเขียนคลาสสิกของ Steve Nilson เรื่อง Introduction to Candlesticks

ภาพรวมของกราฟแท่งเทียน Candlesticks

กราฟแท่งเทียนCandlesticksแต่ละรูปแบบจะประกอบด้วยสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียกว่า ลำตัวจริง (real body) ที่มีเส้นแนวตั้งสองเส้นโผล่ออกมา เรียกว่าไส้เทียน ( wicks) โดยที่เส้นหนึ่งจะโผล่ออกมาจากด้านบนและอีกเส้นหนึ่งก็จะโผล่ออกมาจากด้านล่าง ส่วนของลำตัวสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะแสดงราคาเปิด/ปิด ในขณะที่ส่วนของไส้เทียนทั้งสองแสดงการช่วงเปิด/ปิดการซื้อขายและราคาสูงสุด/ต่ำสุด

กราฟแท่งเทียนมี 2 สี คือ สีดำและสีขาว โดยกำหนดจากความสัมพันธ์ระหว่างราคาเปิดและราคาปิด ถ้าราคาเปิดสูงกว่าราคาปิด ลำตัวของแท่งเทียนจะเป็นสีดำเหมือนในกราฟ 13-1 แต่ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ลำตัวของแท่งเทียนจะเป็นสีขาวตามกราฟ 13-2 โดยทั่วไปแท่งเทียนสีขาวถือเป็นขาขึ้น ส่วนแท่งเทียนสีดำเป็นขาลง ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ง่ายมากเวลาที่มันเกิดขึ้น

เนื่องจากกราฟ candlesticks และกราฟ bars จะให้ข้อมูลที่เหมือนกัน ดังนั้นข้อมูลที่พบในกราฟ candlesticks ก็จะพบในกราฟ bars ด้วย ส่วนความแตกต่างหลัก ก็คือการสร้างกราฟ candlesticks จะมีรูปแบบที่เรียบง่ายกว่าของกราฟ  bars  รวมทั้งมันยังให้ความสำคัญกับระดับราคาเปิด/ราคาปิดอีกด้วย ดังนั้นคุณอาจถามกลับผม แล้วทำไมถึงยังต้องใช้กราฟ bar  อยู่อีกเล่า คำตอบก็คือคุณสามารถเห็นปรากฏการณ์อื่นๆ ในกราฟ  bar ได้ง่ายกว่านะสิครับ อีกทั้งกราฟ bar มีลักษณะผอมบางกว่าทำให้เรามีปริมาณข้อมูลบนกราฟได้มากกว่า อีกอย่างก็คือมันจะเห็นราคาสูงสุด/ต่ำสุดซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคาในตลาดซื้อขายแบบเสรีในแง่ของจิตวิทยาได้ง่ายกว่ากราฟแท่งเทียน

Chart 13-1 กราฟแท่งเทียน candlestickสีดำ

Chart 13-2 กราฟแท่งเทียนcandlestickสีขาว

[ตอนที่ 63] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง Outside Bars

รูปแบบกราฟแท่ง Outside Bars เป็นกราฟแท่งที่มี trading range ครอบคลุมกราฟแท่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า รูปแบบเหล่านี้พัฒนาขึ้นหลังการเกิดแนวโน้มทั้งขาขึ้นและขาลง (เป็นเวลานาน) และแสดงถึงความอ่อนแรงของแนวโน้ม ตัวอย่างการกลับตัวที่ด้านบนแสดงในรูป 13-1 และตัวอย่างของการกลับตัวที่ด้านล่างแสดงในรูปที่ 13-2

รูปที่ 13-1 รูปแบบกราฟแท่งOutside Barsด้านบน

รูปที่ 13-2 รูปแบบกราฟแท่งOutside Barsด้านล่าง

การกำหนดความสำคัญของ outside bar  

แนวทางเกี่ยวกับการกำหนดความสำคัญของรูปแบบกราฟแท่ง outside bar มีดังต่อไปนี้ :

1. ยิ่งแท่งกราฟของ outside bar มีความกว้างมากกว่าแท่งกราฟเดิม สัญญาณการกลับตัวจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจาก outside bar เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในส่วนบนของรูปที่ 13-3 ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ จนกระทั่งเกิดแท่งกราฟ outsidebar ที่มีความกว้างมากกว่าแท่งกราฟที่เกิดขึ้นก่อน  และผู้ขายเป็นฝ่ายควบคุมให้ราคาปิดให้ต่ำกว่าราคาต่ำสุดของกราฟแท่งก่อน  การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ  ในความแข็งแกร่งหรือมีความลาดชันของผู้ซื้อและผู้ขายเกิดขึ้น ที่ผู้ซื้อไม่ต้องการหรือไม่สามารถผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปได้อีก

รูปที่ 13-3  การวัดความสำคัญของรูปแบบกราฟแท่ง outside bars (Measuring the significance of outside bars.)

 2. ยิ่งมีการไล่ราคาขึ้นไป (การลดลงของราคา) ก่อนเกิด outside bar  รุนแรงมากขึ้น แท่งกราฟก็จะยิ่งมีความสำคัญ มากขึ้นเช่นกัน เป็นการยืนยันว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นเกิดขึ้นก็ต้องมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้นยิ่งแนวโน้มก่อนเกิด outside bar แข็งแกร่งมากขึ้น ความเชื่อมั่นที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มดังกล่าวก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสูงสุดพวกเขาก็มีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือถ้าแนวโน้มก่อนหน้านี้เป็นขาขึ้นอย่างมาก ความคิดในเชิงเหตุผลของขาขึ้นทั้งหมดก็จะลดลงอย่างหมด ดังนั้นในบางจุด ผู้ซื้อจะอ่อนแรงลงและตลาดจะเสี่ยงต่อภาวะการขายเพื่อทำกำไร การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ  นี้จะสะท้อนให้เห็นในวันที่เกิด outside bar  ดังตัวอย่างที่อยู่ส่วนล่างของรูปที่ 13-3

3. ส่วนใหญ่แล้วยิ่งแท่งกราฟของ outside bar ครอบคลุม trading rang ของกราฟแท่งที่เกิดก่อนมาก สัญญาณที่แสดงออกมาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น โดยส่วนใหญ่แท่งกราฟของ outside bar จะครอบคลุมกราฟแท่งอื่นเพียงแท่งเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามันสามารถครอบคลุมได้ครั้งละหลายแท่ง สัญญาณที่ยืนยันว่าสมดุลได้เปลี่ยนจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายที่ด้านบนสุด หรือจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อที่ด้านล่างสุดก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น กราฟแท่งที่ถูกครอบคลุมจะกลายไปเป็นรูปแบบราคาขนาดเล็กในตัวของมันเอง ตัวอย่างดังแสดงในรูปที่ 13-4

รูปที่ 13-4รูปแบบกราฟแท่ง Outsidebarที่ครอบคลุม trading rang หลายแท่ง

[ตอนที่ 64] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

4. ยิ่งปริมาณการซื้อขายของ outside bar มากกว่าปริมาณการซื้อขายของแท่งกราฟที่เกิดก่อน สัญญาณก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น นี่เป็นการยืนยันแนวคิดที่ว่าแนวโน้มที่เกิดขึ้นก่อนหน้ารูปแบบนี้ถูกควบคุมโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ผู้ซื้อ/ผู้ขาย) จากนั้นตัวของแท่งกราฟก็บ่งชี้ว่าการควบคุมนี้ไม่มีอีกต่อไป ยิ่งถ้าปริมาณการซื้อขายหนาแน่นเป็นพิเศษแล้ว ผู้เข้าร่วมตลาดที่แสดงออกมีจำนวนมากขึ้น ความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้นสะท้อนออกมาจากกิจกรรมการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มความสำคัญของ outside bar ให้มากขึ้นตามไปด้วย

5. ยิ่งราคา (ปิด) เข้าใกล้กับราคาสูงสุดในแนวโน้มขาลงหรือใกล้กับราคาต่ำสุดในแนวโน้มขาขึ้น ยิ่งให้สัญญาณการกลับตัวได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าแนวโน้มก่อนหน้านี้เป็นแนวโน้มขาลงและมีราคาปิดใกล้กับราคาสูงสุดจะให้สัญญาณที่ดีกว่าราคาปิดที่อยู่ใกล้ราคาต่ำสุด (และจะเป็นไปในทางกลับกันสำหรับแนวโน้มขาขึ้น) ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบกราฟแท่ง outside bar เป็นสัญญาณการกลับตัวของความเชื่อมั่นและการเปลี่ยนแนวโน้ม การที่ราคาปิด (สำหรับตัวอย่างที่พูดถึง) อยู่ใกล้กับราคาสูงสุดจึงเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของผู้ซื้อ รวมถึงเป็นการยืนยันความถูกต้องของสัญญาณกลับตัวอีกด้วย

แต่ถ้าราคาปิดอยู่ใกล้กับราคาสูงสุดในแนวโน้มขาขึ้นหรือใกล้กับราคาต่ำสุดในแนวโน้มขาลง แล้ว outside bar จะไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตวิทยา ในกรณีนี้ outside bar  จะไม่ใช่สัญญาณกลับตัว แต่จะเป็นสัญญาณของแนวโน้มเดิมในรูปแบบต่อเนื่อง ดังตัวอย่างในรูปที่ 13-5 บนแนวโน้มขาขึ้น แท่งกราฟ outside bar ปรากฏขึ้นหลังรูปแบบต่อเนื่องขนาดเล็ก  แต่ราคาปิดเกิดขึ้นใกล้กับราคาสูงสุดของแท่งกราฟ เป็นจุดที่ผู้ขายได้พยายามอย่างหนักที่จะกดราคาลงและขยายการปรับฐาน แต่ในตอนท้ายผู้ซื้อก็เป็นฝ่ายได้เปรียบและสามารถปิดราคาได้ใกล้กับราคาสูงสุด

รูปที่ 13-5 รูปแบบกราฟแท่ง outside barที่อยู่ในแนวโน้มเดิมรูปแบบต่อเนื่อง (Consolidation) 

เมื่อพิจารณารูปแบบกราฟแท่ง outside bars หรือ one- and two-bar อื่นๆ แล้ว สำคัญมากที่คุณต้องถามตัวเองว่า "พฤติกรรมราคาแบบไหนของแท่งกราฟนี้บอกเกี่ยวกับจิตวิทยาพื้นฐาน? “แท่งกราฟที่กว้าง, การไล่ราคา/การย่อตัวของราคาที่รุนแรงก่อนหน้านี้ และปริมาณการซื้อขายที่สูง ทั้งหมดนี้จะบ่งบอกว่าความเชื่อมั่นในแนวโน้มที่มีมาก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนแปลงไป

ถึงกระนั้นรูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar ก็ไม่ได้ตามมาด้วยการกลับตัวเสมอไป เพราะบางครั้งอาจตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม และบางครั้งก็เป็นแนวโน้มเดิมในรูปแบบต่อเนื่อง

[ตอนที่ 65] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาด

Chart 13-3 แสดงตัวอย่าง outside bar สำหรับ Merrill Lynch ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณระดับ five-star เนื่องจากมีลักษณะการกลับตัวที่แข็งแกร่ง

Chart 13-3 กราฟแท่งราย 10 นาที ของ Merrill Lynch

ราคาอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่องในช่วงบ่ายของวันที่ 21 จากนั้นก็จะเกิดแท่งกราฟที่ให้สัญญาณแข็งแกร่งและ ครอบคลุม trading range ทั้งหมดของแท่งกราฟที่เกิดก่อนโดยโดยมีราคาเปิดใกล้กับจุดต่ำสุด  ซึ่งเป็นการยืนยันการกลับตัวเพราะนอกจากแท่งกราฟจะเปิดใกล้กับจุดต่ำสุดและปิดใกล้จุดสูงสุดของมันแล้ว ปริมาณการซื้อขายยังเพิ่มขึ้นสูงมากในจุดที่แท่งกราฟฟอร์มตัว

รูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar ไม่ได้ตามมาด้วยการกลับตัวเสมอไป เพราะจริงๆ แล้วราคามักจะมีการย่อตัวเพื่อปรับฐานหรือมีพฤติกรรมที่ไม่ชัดเจนก่อนที่จะมีการกลับตัวที่แข็งแกร่ง พฤติกรรมราคาแบบนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับรูปแบบราคาอื่นๆ กราฟนี้แสดงตัวอย่างของประเด็นนี้เมื่อรูปแบบกราฟแท่ง two-bar มีการปรับฐานก่อนกลับตัว ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดีถ้าคุณกำลังคิดที่จะเปิดสถานะ long  แต่ให้จำไว้เสมอว่าจุดหยุดขาดทุน (stop) ควรอยู่ใต้เส้นแนวรับซึ่งในกรณีนี้คือจุดต่ำสุดขีดของ outside bar ทั้งนี้การย่อตัวของราคาหรือ retracement  ช่วยให้คุณสามารถเข้าซื้อขายได้โดยมีความเสี่ยงต่ำโดยที่ยังได้รับผลตอบแทนบ้าง โดยทั่วไปผมอยากจะเห็นการปรับฐานเล็กๆ และยิ่งมีราคาย่อตัวต่ำลงมาบ่อยครั้งมากขึ้นเท่าไหร่ สัญญาณที่ส่งก็ยิ่งอ่อนแอ  แต่ถึงแม้การย่อตัวของราคาลงมามากกว่า 50% จะน่าวิตกก็ตามแต่เราก็ไม่อาจบอกได้ว่า outside bar ได้ถูกยกเลิกไปแล้วจนกว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปเกินกว่าจุดสูงสุดจริงๆ

รูปแบบกราฟแท่ง outside bars ต่างๆ ปรากฏในกราฟ 13-4 ตัวอย่าง A เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีตัวเพราะมันมีการไล่ราคาขึ้นอย่างแข็งแกร่งเกิดขึ้นมาก่อนและมีความกว้างพอสมควร ตัวอย่าง B เป็นรูปแบบที่ไม่สมบูรณ์ เพราะราคาปิดของมันอยู่ที่ราคาต่ำสุดและแท่งกราฟก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่กว่าแท่งที่เกิดก่อนหน้านี้มากนัก รวมถึงราคาไม่ได้ลดลงมากนักก่อนที่จะเกิดแท่งกราฟ ถ้าเรายึดตามกฎแบบนี้ก็ยังถือว่า B เป็น outside bar เพียงแต่มันไม่ได้ส่งสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจนมากนัก

Chart 13-4 กราฟแท่งราย 5 นาที ของ S&P Composite

ในตัวอย่าง C ถึงมันจะสอดคล้องกับกฎข้อที่ว่าราคาจะลดลงมาก่อน, แท่งกราฟมีขนาดกว้างพอสมควร และปิดที่ราคาสูงสุดของมัน แต่ราคามันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และยังไม่ได้เป็นสัญญาณกลับตัวจริงๆ  ที่ผมใส่พูดตัวอย่างนี้ก็เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าแม้ว่ามันจะมีลักษณะตรงกับกฎอยู่หลายข้อแต่มันก็ยังไม่ได้รับประกันว่ามันจะเป็นรูปแบบที่ส่งสัญญาณกลับตัวจริงๆ

[ตอนที่ 66] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart  13-5 แสดงตัวอย่าง outside bars อีกสองตัวอย่างสำหรับ DJIA ในเดือนมีนาคมของปี 2001 จะเห็นว่า outside bars อันแรกเป็นการกลับตัวขึ้นไปจากแนวโน้มขาลง ซึ่งมันจะดีมากถ้ามีหลักฐานอื่นมาช่วยยืนยันการส่งสัญญาณกลับตัวของรูปแบบ one- or two-bar  ในกรณีนี้ ราคาจะทะลุออกจากฐานเล็กๆ ขึ้นไปหลังจากการเกิด outside bar   ตัวอย่างที่สองของ outside bar พัฒนาขึ้นในเดือนเมษายน และสร้างจุดสูงสุดของราคาที่ไล่ขึ้นไปแรงมาก สังเกตว่า outside bar มีความกว้างมากครอบคลุมแท่งกราฟที่เกิดมาก่อนหน้าถึง 3 แท่ง แล้วยังมีการการละเมิดเส้นแนวโน้มขาขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ามันมีสัญญาณการทะลุแบบหลอก whipsaw เหนือเส้นแนวโน้มตามขวางและนี่ก็คือองค์ประกอบทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นอย่างมาก

Chart 13-5 กราฟแท่งราย 60 นาที ของ DJIA

Chart 13-6 เป็นกราฟรายวันของดัชนี Nasdaq 100 โดย outside bar ที่ด้านซ้ายมีองค์ประกอบของรูปแบบการกลับตัวที่ถูกต้อง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการไล่ราคาขึ้นไปเป็นอย่างดี มีความกว้างและครอบคลุมกราฟแท่งอื่นๆ อีกหลายแท่ง นอกจากนั้นราคาเปิดของมันยังอยู่ในทิศทางของแนวโน้มที่มีอยู่แล้วและปิดที่ราคาต่ำสุดของตัวมันเอง  แต่แล้ว...ทำไมมันถึงกลายเป็นรูปแบบหลอกได้เล่า  เหตุผลหนึ่งคือในแนวโน้มขาขึ้น/ขาลงที่แข็งแกร่งที่แท้จริงนั้น รูปแบบกราฟแท่ง one- and two-bar reversals จะเป็นตัวแทนของสัญญาณแนวโน้มในทิศทางตรงกันข้าม และสัญญาณนั้นมักส่งผลให้เกิด whipsaws เห็นได้ว่าในกรณีนี้ outside bar เป็นความพยายามของตลาดที่จะปิด gap ที่เปิดกระโดดขึ้นมาเมื่อหลายวันก่อน ดังนั้นส่วนล่างของแท่งกราฟจึงไปแตะที่บริเวณแนวรับ

Chart13-6 ราคารายวัน ของ Nasdaq100

นอกจากนี้ ในแง่ของการวิเคราะห์ทางเทคนิค สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าเรากำลังพูดถึงความน่าจะเป็น  ไม่ใช่ความแน่นอน  ดังนั้นมันจึงอาจเกิดสัญญาณหลอกขึ้นได้เสมอ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงจำเป็นที่จะต้องคอยห่วงและพยายามหาจุดที่คุณควรจะออกจากการซื้อขายโดยขาดทุนน้อยที่สุด  ในกรณีนี้การหยุดเข้าซื้อควรอยู่เหนือจุดสูงสุดของ outside bar  ของวัน

ส่วน outside bar แท่งที่สองได้ยกเลิก outside bar ขาลงที่ได้ฟอร์มขึ้นมาเมื่อสองวันก่อน โดยปกติการยกเลิก มักตามมาด้วยการเคลื่อนที่ของราคาที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และตัวอย่างนี้ก็เข่นเดียวกัน

[ตอนที่ 67] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart 13-7 ของ cocoa แสดงตัวอย่าง outside bars 2 แท่ง แท่งแรกเราคิดว่ามันน่าจะเป็นสัญญาณการกลับตัวไปเป็นขาขึ้นเพราะโดยทางเทคนิคแล้วนี่เป็นลักษณะของ outside bar และมีการลดลงของราคาอย่างรุนแรงนำมาก่อน แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะมันมีปัจจัยอื่นอีก 2 ประการที่เกิดขึ้น นั่นคือ ประการที่หนึ่ง มีสัญญาณหลอก whipsaw ของกราฟแท่งอยู่เหนือแนวโน้มขาลง ประการที่สอง คือราคาปิดอยู่ใกล้ราคาต่ำสุดของสัปดาห์ (แทนที่จะเป็นราคาสูงสุด)  

Chart 13-7 ราคารายสัปดาห์ของ Cocoa ในระหว่างปี 1991-1992

ส่วน outside bar แท่งที่สอง พัฒนาขึ้นที่จุดต่ำสุดของราคา ณ ตรงนี้เราจะเห็นการปัจจัยที่ทำให้เกิดสัญญาณกลับตัวที่แท้จริงนั่นคือราคาปิดของมันอยู่เหนือเส้นแนวโน้มขาลงตรงที่เกือบจะเท่ากับราคาสูงสุดของสัปดาห์ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณการกลับตัวแบบคลาสสิก

Chart 13-8 ของ cocoa ประกอบไปด้วยตัวอย่างอื่นๆ ซึ่งในกราฟนี้คือ outside bar แท่งที่สามในชุด outside bar ซึ่งจะมีสัญญาณที่แข็งแกร่งมาก นอกจากนี้จะเห็นว่า outside bar แท่งสุดท้ายนี้ยังปิดเหนือเส้นแรงต้านที่เชื่อมจุดต่ำสุดไว้หลายจุดที่บ่งชี้ว่าการทำราคาทะลุออกไปเป็นสัญญาณ whipsaw ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของสัญญาณการกลับตัวไปเป็นขาขึ้น

Chart 13-8 ราคารายสัปดาห์ของ Cocoa ในระหว่างปี 1999-2001

สุดท้าย  Chart 13-9 แสดงให้เห็นถึงจุดต่ำสุดที่สำคัญของตลาดหมีใน ช่วงเดือนตุลาคม ปี 2002 ของ U.S. stock market  ซึ่ง outside bar เกิดขึ้นพร้อมกับมีปริมาณซื้อขายหนาแน่น

Chart 13-9 ราคารายวันของ S&P Composite ในระหว่างปี 2002-2003

[ตอนที่ 68] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

การใช้รูปแบบกราฟแท่ง Outside Bars เป็น Domino หรือ Reverse Dominoes

บทก่อนหน้านี้ ได้มีการระบุว่ารูปแบบกราฟแท่ง outside bar ก็เหมือนกับ one-and two-bar อื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อราคาเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อโครงสร้างด้านเทคนิคในระยะยาวมีความสมดุลและมีแนวโน้มที่จะกลับตัว รูปแบบเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็น domino ได้ที่ด้านบนสุดของตลาดหรือ reverse domino ที่ด้านล่าง ซึ่งสามารถใช้เพื่อคาดการณ์การกลับตัวในแนวโน้มซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการตีความเคลื่อนที่จากตัวรูปแบบเอง

Chart 13-10 เป็นตัวอย่างกราฟแท่งราย 60 นาที ของ DJIA  เราสามารถมองเห็น outside bar หลังจากการไล่ราคาขนาดเล็ก แต่มันมีความกว้างครอบคลุมกราฟแท่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้ามันถึงสามแท่ง ดังนั้นเราจึงหวังที่จะเห็นกราฟแท่งที่ลดลงจากนั้นราว 5-10 แท่ง แต่ในกรณีนี้พบว่าการลดลงนั้นรุนแรงและยิ่งใหญ่กว่าที่คาด เนื่องจากเหตุผลสองประการ ประการแรก เมื่อพิจารณาพฤติกรรมของราคาในรายละเอียด จะเห็นว่าส่วนบนสุดของกราฟแท่งมีการทะลุแบบหลอก whipsaw   ซึ่ง whipsaws มักจะตามมาด้วยการเคลื่อนที่ของราคาอย่างรุนแรงมีทิศทางตรงกันข้ามกับที่ราคาที่ทะลุผ่านแบบหลอก (เนื่องจากผู้ค้าพยายามปิดสถานะของพวกเขา) ประการที่สองด้านล่างสุดของกราฟสามารถทะลุเส้นแนวโน้มเจ็ดวันขึ้นไปได้เป็นเวลานานบนกราฟรายชั่วโมง ดังนั้น outside bar จึงอยู่ในตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบในการเปลี่ยนสมดุลแนวโน้มทางเทคนิคในระยะยาว

Chart 13-10 กราฟแท่งราย 60 นาที ของ DJIA

ตัวอย่างที่สองของ domino เป็นกราฟรายวันของ DJ Transports ในแผนภูมิ 13-11 อินดิเคเตอร์  smoothed RSI  (SRSI 9 วัน กับ SMA  8 วัน) เริ่มมีลักษณะแบนราบในช่วงต้นเดือนมกราคม ดังนั้นจึงมีคำถามว่ามันจะมีการกลับตัวอย่างสมบูรณ์หรือไม่ ด้วยเหตุนี้มันจึงให้สัญญาณขายในระยะสั้น ส่วนอีกเบาะแสหนึ่งได้มาจากเส้นราคาซึ่งมี outside bar ขาลงเกิดขึ้นประมาณวันที่ 12 มกราคม ถึงมันจะเห็นได้ไม่ชัดนักแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพ negative  mode ทันทีและทำให้ smoothed RSI  เข้าสู่โหมดขาลง

Chart 13-11 ราคารายวันของ DJ Transports

[ตอนที่ 69] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง Outside Bars กับ กราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่น Candles

ในการตีความของกราฟแท่งเทียน Candles ของญี่ปุ่นไม่ได้ตรงกับรูปแบบกราฟแท่ง Outside Bars ไปเสียทั้งหมด แต่ที่ใกล้เคียงกันน่าจะเป็นรูปแบบกราฟแท่งเทียนรูปแบบกลืนกิน หรือ Engulfing Pattern ดังแสดงในรูปที่ 13-6 และ 13-7 ปัจจัยกำหนดของมันคือราคาเปิดและราคาปิด เนื่องจากรูปแบบดังกล่าวต้องให้ลำตัว (จริง) ของแท่งเทียนแท่งที่สอง "กลืนกิน  engulf" หรือครอบคลุมแท่งเทียนที่เกิดขึ้นก่อนทั้งหมด แต่รูปแบบกราฟนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับส่วนของไส้เทียน ในขณะที่กราฟแท่งเทียน candlestick รวมส่วนของลำตัวและไส้เทียนทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งตัวอย่างรูปแบบกราฟแท่งoutside  bar ของตะวันตก จะแสดงอยู่ในรูปที่ 13-7  ทั้งนี้หลักการพื้นฐานทางจิตวิทยาของกราฟแท่งเทียนรูปแบบกลืนกิน Engulfing Pattern มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบที่กล่าวมาตรงที่มันแสดงความเปลี่ยนแปลงสมดุลของผู้ซื้อ / ผู้ขายหลังเกิดแนวโน้มที่รุนแรง แต่ก็มีความแตกต่างอยู่สองประการ คือ ประการแรกกราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่นใช้ราคาเปิดและราคาปิดเป็นสัญญาณการกลับตัว ในขณะที่กราฟแท่งของตะวันตกจะใช้ราคาที่ปลายสุดของแท่งกราฟเป็นสัญญาณการกลับตัว ประการที่สอง Engulfing Pattern ควรจะมีสีตรงกันข้ามกับแท่งเทียนที่พวกมันกลืนเข้าไป กราฟจะเป็นสีดำสำหรับด้านบน และจะเป็นสีขาวสำหรับด้านล่าง

รูปที่ 13-6 รูปแบบ Engulfingด้านบน

รูปที่ 13-7 รูปแบบ Engulfingpattern ด้านล่าง

อีกรูปแบบหนึ่งก็คือรูปแบบกราฟแท่งเทียนรูปแบบเมฆดำปกคลุม Dark Cloud Cover (ที่ด้านบน) และรูปแบบกราฟแท่งเทียนรูปแทงหัวใจสีขาว piercing white line  (ที่ด้านล่าง)  ตัวอย่างกราฟเหล่านี้จะแสดงในรูป 13-8 และ 13-9 รูปแบบกราฟ Dark Cloud Cover ที่ด้านบนแท่งแรกควรมีลำตัวสีขาวซึ่งยาวพอสมควร ส่วนกราฟแท่งที่สองควรมีลำตัวสีดำที่มีราคาเปิดที่สูงกว่า แต่ราคาปิดต้องต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของแท่งเทียนแรก ลักษณะของมันจะตรงกันข้ามกับรูปแบบกราฟ piercing white line ที่ด้านล่างของตลาด ตามรูปที่ 13-9 ในกรณีนี้จะไม่มีการนำไส้เทียน (สูงสุดและต่ำสุด) มาพิจารณา

รูปที่ 13-8 รูปแบบกราฟแท่งเทียนรูปแบบเมฆดำปกคลุม (Dark Cloud Cover)

รูปที่ 13-9 รูปแบบกราฟแท่งเทียนรูปแทงหัวใจสีขาว (piercing white line) 

ดังนั้นกราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่น candlestick จึงมีรูปแบบบางอย่างคล้ายคลึงกับ outside bars แต่ไม่ถึงกับตรงกันเสียเลยทีเดียว

สรุป

รูปแบบกราฟแท่ง OutsideBars

• ลักษณะของราคา : เป็นรูปแบบกราฟแท่งเดี่ยวที่มี trading range ครอบคลุมแท่งกราฟที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

• ข้อกำหนด : ควรมีแนวโน้มข้าขึ้น/ขาลงเกิดขึ้นก่อนหน้า

• ปัจจัยที่ช่วยเสริมความสำคัญ : ยิ่งกว้างขึ้นยิ่งดี มีจำนวนแท่งกราฟที่ครอบคลุมมาก ปริมาณการซื้อขายสูงขึ้น แนวโน้มก่อนหน้านี้แข็งแกร่งขึ้น

• ปัจจัยที่บ่งบอกถึงความล้มเหลว : เมื่อราคาปิดที่ปลายสุดของแท่งกราฟอยู่ในทิศทางเดียวกับแนวโน้มที่มีอยู่ นั่นคือราคา (ปิด) เข้าใกล้กับราคาต่ำสุดในแนวโน้มขาลงหรือใกล้กับราคาสูงในแนวโน้มขาขึ้น

• ความหมายของการวัด : ไม่มี แต่รูปแบบควรมีอิทธิพลต่อราคาตั้งแต่ 5ถึง 10แท่ง

• ความเหมือนกับกราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่น candlestick : ไม่มี แต่ engulfing patterns, piercing white lines และ dark cloud cover มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบกราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่น candlestick

[ตอนที่ 70] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

14 รูปแบบกราฟแท่ง Inside Bars

รูปแบบกราฟแท่ง Inside bars เป็นรูปแบบที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับ outside bars เนื่องจากมันจะฟอร์มตัวอยู่ใน trading  range ของแท่งกราฟที่เกิดก่อนหน้า  แต่ในขณะที่ outside bars จะให้สัญญาณความเชื่อมั่นในการกลับตัวที่แข็งแกร่ง ในทางตรงกันข้าม Inside bars จะสะท้อนว่าราคาเข้าใกล้สมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหลังจากการการปรับราคาขึ้น/ลงอย่างมาก

ในรูปที่ 14-1 เราเห็นการไล่ราคาที่ผู้ซื้อเป็นฝ่ายควบคุมอย่างหนัก ซึ่งในช่วงเวลาที่  Inside bar  เกิดขึ้นผู้ซื้อไม่สามารถดันราคาให้เกิด new high ได้อีกต่อไป  สำหรับครั้งแรกในช่วงที่มีการไล่ราคาขึ้นไป ดูเหมือนด้านผู้ซื้อได้สูญเสียโมเมนตัมไปบางส่วน ในขณะเดียวกันผู้ขายก็ยังไม่ได้เป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากไม่สามารถผลักดันราคาให้ต่ำกว่าแท่งกราฟที่เกิดก่อนหน้านี้ได้ ในทางทฤษฎีการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าใกล้ความสมดุลมากและทั้งสองฝ่ายต่างไม่อยู่ในการควบคุม (ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ) พฤติกรรมราคาดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้เล็กๆ น้อยๆ ว่าแนวโน้มที่มีอยู่แต่เดิมกำลังจะเปลี่ยนไป

แต่เนื่องจากรูปแบบกราฟแท่ง Inside bars  จะไม่เหมือนกับ outside bars  ตรงที่มันไม่ได้เป็นสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้ม แต่รูปแบบนี้เป็น trading range ขนาดเล็กที่มีราคาวิ่งอยู่ในกรอบของแท่งเทียน จากนั้นการกลับตัวที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในภายหลัง ตัวอย่างของ  Inside bar ที่ด้านล่างของตลาดจะแสดงในรูปที่ 14-2

รูปที่ 14-1  รูปแบบกราฟแท่ง Inside bar ที่ด้านบน

รูปที่14-2 รูปแบบกราฟแท่ง Inside bar ที่ด้านล่าง

การกำหนดความสำคัญของ Inside Bar

ความสำคัญของ Inside bar จะพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้ :

1. ยิ่งแนวโน้มที่เกิดก่อน Inside bar มีความรุนแรงมากก็ยิ่งดี ในสถานการณ์เช่นนี้แนวโน้มที่แข็งแกร่งแสดงถึงความได้เปรียบของฝั่งใดฝั่งหนึ่งและเริ่มต้นการกลับตัว แต่ถ้าไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูกควบคุม ความเชื่อมั่นก็จะยังไม่เด็ดขาดและยังไม่มีการกลับตัว อย่างเช่นในระหว่างการไล่ราคาขึ้นไปอย่างรุนแรง ผู้ค้าจำนวนมากมีกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเป็นจำนวนมาก เมื่อพวกเขารู้สึกว่าราคาจะมีการกลับตัว พวกเขาจะรีบเปลี่ยนกำไรเหล่านั้นให้เป็นเงินสดในทันทีและมีผลทำให้ราคาอ่อนแอลง ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่ขาย short หลังจากที่ราคาลดลง  ถ้า inside  bar  ไม่มีการเคลื่อนที่ของราคาที่รุนแรงมากพอ มันก็จะยังไม่มีการกลับตัว

2. ยิ่งกราฟแท่งที่เกิดก่อนมีความกว้างมากกว่า Inside bar ก็ยิ่งส่งสัญญาณการกลับตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากแท่งกราฟที่กว้างบ่งชี้ว่าเทรนด์ที่มีอยู่กำลังจะถึงจุดสูงสุด ส่วน trading range ที่ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างภายในแท่งกราฟบ่งชี้ถึงความผันผวนซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับตัวของแนวโน้ม นอกจากนี้ในระยะที่เติบโตเต็มที่ของแนวโน้มที่แข็งแกร่ง แท่งกราฟที่กว้างบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่แนวโน้มดังกล่าวจะอ่อนแรงลง เมื่อแท่งกราฟที่กว้างตามด้วยแท่งกราฟที่แคบมากๆ ถือว่าสันนิษฐานนี้ได้รับการยืนยัน

3. ยิ่งแท่งกราฟ inside bar มีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกราฟแท่งก่อนหน้า สมดุลของผู้ซื้อ / ผู้ขายก็ยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้นและจะให้สัญญาณการกลับตัวที่แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น inside bar ในรูปที่ 14-3 จึงเป็นตัวอย่างที่ดีกว่าตัวอย่างในรูปที่ 14-1 และ 14-2

รูปที่ 14-3 รูปแบบกราฟ inside bar ขนาดเล็ก ที่ด้านบน

[ตอนที่ 71] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

4. ปริมาณการซื้อขายของ inside bar จะต้องน้อยกว่าปริมาณการซื้อขายของกราฟแท่งก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากแท่งกราฟนี้แสดงถึงสถานการณ์ที่สมดุลมากขึ้น ถ้าเราเห็นว่ามีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมาพร้อมกับกราฟแท่งที่เกิดขึ้นก่อน inside bar   แสดงว่ามันมีความกระตือรือร้นอย่างมากในการผลักแนวโน้มไปข้างหน้า จากนั้นถ้าปริมาณการซื้อขายหดตัวอย่างเห็นได้ชัดก็หมายความว่าไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายได้เปรียบ ในรูปที่ 14-4 มีตัวอย่าง inside bar อยู่ 2 แท่ง ที่ด้านซ้ายจะเห็นกราฟ 4แท่งเรียงกันในรูปแบบต่อเนื่องจาก inside bar ก่อนที่ราคาจะขยับขึ้นในภายหลัง

รูปที่ 14-4 รูปแบบกราฟ inside bar พร้อมกับปริมาณการซื้อขาย

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาด

แผนภูมิ 14-1 แสดงตัวอย่างของ inside bars สองแท่ง แท่งแรกอยู่ที่ปลายสุดของราคาที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงระหว่างเดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน จะเห็นว่ากราฟแท่งแรกมีความกว้างมากและมี inside bar ที่เกิดขึ้นจริงเป็น trading range ขนาดเล็ก  ในระหว่างการฟอร์มกราฟแท่งแรกปริมาณการซื้อขายจะหนาแน่นมากและราคาจะลดลงอย่างรวดเร็ว แสดงว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าจะเป็นขาลงอย่างรุนแรง จากนั้นในวันที่สองปริมาณการซื้อขายและ trading range ก็จะลดลงอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความสมดุลที่ดีมากระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในขณะที่กำหนดให้นี่เป็นจุดต่ำสุดของการแนวโน้ม ถัดไปก็จะมีแนวโน้มระยะสั้นเคลื่อนที่ไปเป็น sideway ทั้งนี้บ่อยครั้งมากที่เราพบว่าถ้ามี inside bars อยู่ด้วยก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มในทิศทางตรงกันข้ามไปเป็นการกลับตัว

Chart 14-1 ราคารายวันของ Oxford Industries ในระหว่างปี 2000-2001

รูปแบบกราฟ inside bar แท่งที่สองพัฒนาขึ้น ณ จุดที่ราคาไต่ขึ้นไปได้ครึ่งทางและตามด้วย trading range ที่ทำราคาขึ้นลงในกรอบแคบๆ  แบบ sideway  การเคลื่อนที่ของราคาสิ้นสุดลงด้วยกราฟแท่งที่ส่งสัญญาณการกลับตัวแบบ two-bar reversal ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในบทที่ 16

[ตอนที่ 72] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart 14-2 แสดงตัวอย่างเพิ่มเติมของ inside bars บนกราฟราย 5 นาที ของ S & P Composite ตัวอย่างแรก (A) กราฟแท่ง inside bars จะตามมาด้วยการไล่ราคาที่สวยงามแม้ว่าคุณภาพของสัญญาณไม่ดีนักเนื่องจากไม่ค่อยมีความแตกต่างระหว่างตัว inside bar กับกราฟแท่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ตัวอย่าง B เป็นรูปแบบที่ให้สัญญาณหลอกที่สมบูรณ์เพราะราคายังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไป เป็นการแสดงให้เห็นว่าเมื่อแนวโน้มมีความแข็งแกร่งรูปแบบราคาอาจจะสามารถส่งสัญญาณหลอกได้เหมือนกัน ซึ่งที่จริงแล้ว ความล้มเหลวนั่นเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแนวโน้มโดยนัยยะ ดังนั้นทางที่ดี จึงควรพิจารณาเสมอว่าจะยืนยันรูปแบบ one­and two-bar patterns ด้วยจากหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ อย่างเช่นการฝ่าทะลุเส้นแนวโน้ม ซึ่งในกรณีนี้เราจะไม่เห็นมันอยู่บนกราฟ

Chart 14-2 กราฟแท่งราย 5 นาทีของ S&P Composite

สุดท้าย ตัวอย่าง C เป็นรูปแบบกราฟ inside bar คลาสสิก แท่งกราฟสองแท่งสุดท้ายขยายขนาดใหญ่ขึ้น  ลำตัวของ  inside bar จะมีขนาดค่อนข้างเล็ก  นอกจากนี้จะเห็นว่าราคาเปิด/ราคาปิดเกือบจะเป็นราคาเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นการยืนยันถึงความสมดุลกันอย่างมากระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

Chart 14-3 เป็น inside bar บนกราฟรายสัปดาห์ของ cocoa เราจะเห็นว่า มันมี outside bar เกิดขึ้นตามมาติดๆ ในกรณีนี้ inside bar จะบ่งบอกว่าเกิดสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วน outside bar ก็เป็นการบอกว่าขณะนี้ผู้ซื้ออยู่ภายใต้การควบคุม ต่อมาเราจะเห็น inside bar อีกแท่งหนึ่งที่ยอดสูงสุดของแนวโน้ม ซึ่งตามมาด้วยการย่อตัวลงของราคาเล็กๆ ประมาณ 2-3สัปดาห์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ trading range ในภาพรวม และจะเห็นว่ากำลังของ inside bar ได้ถูกยกเลิกโดย outside barในภายหลัง

Chart 14-3 ราคารายสัปดาห์ของ Cocoa ในระหว่างปี 1991-1992

ส่วน Chart 14-4 เป็นกราฟของ Australian Gold Share Index ซึ่ง  inside bar จะปรากฏขึ้นที่ส่วนปลายสุดของแนวโน้มที่ลดลงอย่างรวดเร็ว อันที่จริงดัชนีนี้ได้ลดลงมาตลอด 4 รอบการซื้อขาย ก่อนหน้าที่จะเกิด inside bar  ซึ่งแท่งกราฟที่ได้จะค่อนข้างกว้างมากเป็นสัญญาณบ่งบอกว่านักลงทุนในตลาดหมีอยู่ในการควบคุมอย่างเข้มงวด ดังนั้น inside bar จึงเป็นสัญญาณแรกที่บ่งชี้ว่าแนวโน้มนี้สิ้นสุดลงแล้ว

Chart 14-4 ดัชนีรายวันของ Australian Gold Share Index

[ตอนที่ 73] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ใน Chart 14-5 ของ Sydney All Ordinaries ที่มี inside bar ปรากฏขึ้นที่ระดับต่ำสุดของเดือนกรกฎาคม ถ้าว่ากันตามเกณฑ์ มันไม่ใช่ inside bar เสียเลยทีเดียวเพราะดัชนีต่ำสุดของมันแทบจะเท่ากับของกราฟแท่งที่อยู่ก่อนหน้า แต่ก็ตีความหมายได้ว่าผู้ขายยังแข็งแกร่งไม่พอที่จะกดราคาให้ต่ำลงไปกว่านี้  ดังนั้นเมื่อดัชนีต่ำสุดของวันที่สองยังคงใกล้เคียงกันอีกและดัชนีปิดตัวที่จุดสูงสุดของมันก็ถือว่ามีการยืนยันสัญญาณเพิ่มขึ้น จุดสูงสุดของการไล่ราคาสองวันถูกครอบโดยกราฟอีกแท่งที่ “เกือบ” จะเป็น inside bar  ตามมาด้วยการปรับฐานอีก 4 วัน

Chart 14-5 ดัชนีรายวันของ Sydney All Ordinary Index

สุดท้าย Chart  14-6 เป็นรูปแบบกราฟ inside bars อื่นเพิ่มเติม จะเห็นว่าในตัวอย่างเดือนพฤศจิกายน แท่งกราฟที่มีความกว้างและ inside bar มีความสูงเกือบเท่ากัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครอยู่ในการควบคุมในวันที่แท่งกราฟมีความกว้าง อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ซื้อไม่สามารถผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปได้ในวันถัดไปแสดงว่าตลาดเริ่มเข้าสู่สภาพสมดุลมากยิ่งขึ้น สำหรับรูปแบบกราฟ inside bars ในขาลงของเดือนตุลาคมถูกเรียกว่าจุดสูงสูดของการไล่ราคาขนาดเล็ก แต่หลังจากที่เกิดการปรับตัวลงของราคาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ดูเหมือน inside bars ขาขึ้นที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ก็ไม่อาจนำมาใช้งานได้ ซึ่งถ้าพิจารณาจากพฤติกรรมของราคาที่มีอยู่ในกราฟนี้เพียงอย่างเดียว คงไม่อาจหาคำอธิบายที่ดีสำหรับความล้มเหลวนี้ได้และนี่ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญที่จะต้องพิจารณาเส้นแนวโน้มที่เชื่อมอยู่เหนือการ trading range มาประกอบเสมอ การใช้เส้นแนวโน้มดังกล่าวอาจทำเราพบว่าในจุดนี้จะมีเส้นแนวโน้มหลักขาลงในระยะสั้น (2-6สัปดาห์)  และมี inside bar จะให้สัญญาณตรงกันข้าม

ถึงมันจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม แต่เราต้องจำไว้ว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นยังห่างไกลจากความสมบูรณ์ของรูปแบบและกฎเกณฑ์ที่ครบถ้วนอาจจะไม่สามารถใช้ได้เสมอไป นอกจากนี้ผมยังจะขอเพิ่มเติมว่ารูปแบบราคา one- and two-bar ทั้งหมดเป็นรูปแบบที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเข้าไปอีกด้วย ในกรณีนี้ผมคิดว่าเราควรรอให้ราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้มก่อนน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า และสุดท้าย inside bar  อีกแท่งหนึ่งก็พัฒนาขึ้นประมาณครึ่งทางของเส้นราคาที่ไต่ระดับขึ้นไป แต่มันก็ไม่สามารถสร้างเป็นรูปแบบรวบรวมกำลังหรือรูปแบบกลับตัวได้  นี่อาจเป็นเพราะแนวโน้มระยะสั้นนั้นเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่งก็ได้

Chart 14-6 ราคารายวันของ Eurodollar

[ตอนที่ 74] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง Inside Bars กับ กราฟแท่งเทียนของญี่ปุ่น Candles

รูปแบบกราฟแท่ง inside bar มีความหมายสอดคล้องกับรูปแบบกราฟแท่งเทียนแบบคนท้องหรือ Harami  Japanese candlestick  (ดูรูปที่ 14-5 และ 14-6) อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีความแตกต่างกันเพราะ Harami ไม่สนใจราคาสูงสุดและราคาต่ำสุด และจะพิจารณาเฉพาะราคาเปิดและราคาปิดเท่านั้น นั่นหมายความว่าในทางทฤษฎีว่าไส้เทียนเส้นใดเส้นหนึ่งหรือทั้งสองเส้นของรูปแบบกราฟแท่งเทียน harami อาจครอบคลุมแท่งเทียนที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ถ้าไส้เทียนทั้งสองคลุมแท่งเทียนเดิมได้ทั้งหมดแล้ว รูปแบบกราฟ harami  ก็จะเหมือนกับรูปแบบกราฟแท่ง outside  bar ของตะวันตก แต่มันไม่ได้ให้สัญญาณการกลับตัวที่แข็งแกร่งนักเนื่องจากราคาเปิดและราคาปิดจะเกิดอยู่ตรงกลางของ trading range แทนที่จะไปเกิดที่ปลายสุด โดยทั่วไปแล้ว harami "ที่ดี" ควรประกอบด้วยลำตัวจริงที่ค่อนข้างกว้างตามมาด้วยกราฟแท่งที่มีลำตัวจริงผอมมากๆ และมันแตกต่างจากรูปแบบกราฟ  engulfing patterns ตรงที่สีแท่งเทียนทั้งของมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ทางที่ดีผมคิดว่าเรากำหนดให้มันมีสีตรงข้ามกันน่าจะดีกว่า

รูปที่ 14-5 รูปแบบกราฟแท่งเทียน Harami ขาขึ้น (Bullish harami)

รูปที่ 14-6 รูปแบบกราฟแท่งเทียน Harami ขาลง (Bearish harami)

สรุป

รูปแบบกราฟ Inside Bars

• ลักษณะของราคา : แนวโน้มที่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องที่จุดปลายสุดมีกราฟแท่งขนาดเล็กที่ถูกคอบคลุมโดยสมบูรณ์จากแท่งกราฟที่เกิดขึ้นก่อนและมีความกว้างมากกว่ามาก

• ปริมาณการซื้อขาย : อาจมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นตรงแท่งกราฟ และมีปริมาณการซื้อขายลดลงตรง inside bar

• ปัจจัยที่ช่วยเสริมความสำคัญ : ความชันที่มากขึ้นของเส้นแนวโน้ม, กราฟแท่งแรกมีความกว้างมากกว่าเมื่อเทียบกับ inside bar และปริมาณการซื้อขายหนาแน่นพร้อมกับกราฟแท่งก่อนหน้า

• การตีความหมาย : Inside bars จะตามมาด้วยทั้งกราฟในรูปแบบรวบรวมกำลังที่ประกอบด้วยมีกราฟแท่ง 5 ถึง 10 แท่งหรือรูปแบบกลับตัวที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นการดีมากถ้าจะรอดูการยืนยันอื่นๆ เพิ่มเติม เช่นจากการทำราคาทะลุออกจากเส้นแนวโน้ม

Price Patterns (Part 4)

[ตอนที่ 75] บทความแปลหนังสือ Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns

15. รูปแบบกราฟแท่ง Key Reversal Bars, Exhaustion Bars, และ Pinocchio Bars

รูปแบบกราฟแท่ง Key Reversal Bars

รูปแบบกราฟแท่ง key reversal bar พัฒนาขึ้นหลังจากราคามีการไล่ขึ้นหรือปรับลดลงเป็นระยะเวลายาวนานและบ่งบอกถึงลักษณะการเคลื่อนไหวแบบ exhaustion ที่แข็งแกร่งมากจากกลุ่มที่คุมตลาด แต่ก่อนที่รูปแบบราคาจะกลายเป็นกราฟแท่ง key reversal bars ที่แข็งแกร่งจริงๆ  มันจะต้องนำด้วยลักษณะการเร่งตัวของแนวโน้มที่บางครั้งดูคล้ายปรากฏการณ์ parabolic เกิดขึ้นมาก่อนระยะหนึ่ง

ลักษณะพื้นฐาน

รูปแบบคลาสสิกของกราฟแท่ง Key Reversal Bar มีลักษณะดังต่อไปนี้ :

1.       ราคาเปิดขึ้นตามทิศทางของแนวโน้มเดิมอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งตามอุดมคติแล้ว เราจะเห็นการเปิดแบบนี้เป็น gap อยู่บนกราฟ

2.       กรอบราคาหรือ trading range มีขนาดกว้างมากเมื่อเทียบกับของแท่งกราฟที่เกิดก่อนหน้า

3.       ราคาปิดใกล้เคียงหรือต่ำกว่าราคาปิดก่อนหน้านี้สำหรับการกลับตัวบนแนวโน้มขาขึ้น และสูงกว่าหรือใกล้เคียงราคาปิดก่อนหน้าสำหรับการกลับตัวบนแนวโน้มขาลง

4.       ถ้ามีปริมาณการซื้อขายควรเป็นปริมาณซื้อขายสูงสุดหรือปริมาณวิกฤติ

รูปที่ 15-1 และ 15-2 เป็นตัวอย่างของ  key reversal bar  2 แบบ แบบแรกเป็น key reversal barที่ด้านบน ส่วนอีกรูปเป็น  key reversal barที่ด้านล่าง (top/bottom)

รูปที่ 15-1 รูปแบบกราฟ Key Reversal Bar ที่ด้านบน

รูปที่ 15-2 Key Reversal Bar ที่ด้านล่าง

[ตอนที่ 76] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

จิตวิทยาพื้นฐาน

การเปิดรูปแบบของแท่งกราฟ key reversal bar ด้วยราคาที่แข็งแกร่งแสดงว่ากลุ่มที่ควบคุมตลาดกำลังมีการตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างปัจจุบันทันด่วน สำหรับที่ด้านบน ผู้ซื้อได้ซื้อด้วยความโลภในราคาระดับ new highของตน และที่ด้านล่างผู้ขายก็ขายในราคาต่ำสุดด้วยกลัวถึงขีดสุดเช่นกัน การเปิด gap ที่ด้านใดด้านหนึ่งมักมาจากการได้รับข่าวดีหรือข่าวร้ายที่ไม่ได้คาดฝันมาก่อน การเคลื่อนไหวของตลาดที่ตอบสนองต่อแนวโน้มที่พัฒนาขึ้นล่วงหน้านี้มีความสำคัญต่อการประเมินภาพทางเทคนิคในระยะสั้น อย่างเช่นถ้าบริษัทมีการประกาศรายได้สูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้อาจทำให้ราคาเปิดกระโดดเป็น gap ขึ้นไปในตอนแรก แต่ถ้าพอถึงช่วงท้ายๆ ของวันแล้วราคามันร่วงกลับมาอยู่ใกล้หรือต่ำกว่าระดับราคาปิดก่อนหน้านี้เพียงเล็กน้อย นั่นก็แปลว่าถึงจะมีข่าวดีแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ราคาเพิ่มขึ้น และเพราะก่อนเกิดแท่งกราฟรายวันของ  key reversal day ราคาจะมีแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งมาก่อน มันจึงเป็น gap ครั้งสุดท้ายจริงๆ ของผู้ซื้อที่เป็นพวกนักลงทุนที่อ่อนแอและไม่ทราบข้อมูลของตลาดรวมถึงยังเป็นผู้ที่ชอบตอบสนองต่อข่าว "ใหญ่" เสมอ นอกจากนี้ระยะแรกของการฟอร์มรูปแบบของแท่งกราฟยังเป็นระยะถอนตัวสำหรับพวกขาย short ซึ่งหลายคนจะแตกตื่นรีบปิดสถานะที่ถืออยู่อย่างบ้าคลั่งใน หลังจากนั้น อะไรจะเกิดขึ้น? ถ้าหากข่าวดียังไม่สามารถดันราคาให้สูงขึ้นไปได้

สำหรับที่ด้านล่าง ซึ่งมีการเปิด gap ลงต่ำกว่าราคาปิดของวันก่อนหน้าเพราะความตระหนก คนเปิดสถานะ long   ที่ไม่รู้เรื่องข่าวภายในของตลาดจะรีบปิดสถานะของตัวเองก่อน ในขณะที่พวกขาย short ก็เริ่มโดดเข้ามาเปิดสถานะใหม่ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าราคาจะต้องลงต่อแน่ๆ เรารู้กันอยู่แล้วว่าราคาจะลดลงต่อไปเรื่อยๆ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าราคาจะลงต่ำที่สุดถึงเท่าไหร่และเมื่อไหร่จะไปถึงราคานั้น  แต่เมื่อตอนท้าย ราคาดีดตัวกลับไปอยู่ระดับใกล้เคียงกับราคาปิดก่อนหน้านี้ พวกขา short ที่ประมาทจะถูกล็อกไว้ในราคาที่ต่ำกว่า  แต่ราคาไม่ร่วงต่อเพราะการปิดสถานะ long นั้นก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว และพวกขา shorts จะถูกบังคับให้ปิดสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากความคาดคิด เพราะพวกเขาคาดหวังเอาไว้ว่าข่าวร้ายๆ ที่ทำให้การเปิด gap ต่ำกว่าเดิมนี้น่าจะทำให้ราคาร่วงลงต่อไปได้อีก แต่อะไรจะเกิดขึ้น?ถ้าข่าวร้ายไม่สามารถบังคับให้มีการปิดสถานะได้อีกต่อไป

Trading rang ที่กว้าง หรือ wide-bar มีความสำคัญมากในลักษณะของ key reversal bar เพราะมันเป็นความผันผวนที่บ่งบอกถึงจุดกลับตัวของตลาด เมื่อราคาเปิดมีทิศทางไปตามแนวโน้มเดิมอย่างแข็งแกร่งโดยมี trading range กว้าง แล้วสุดท้ายก็กลับมาปิดในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาเปิด นั่นแหละที่มีหมายความว่าคนจำนวนมากถูกล็อคให้อยู่ในสถานะขาดทุน  ยิ่งปริมาณการซื้อขายเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนติดอยู่มากขึ้นเท่านั้น มันยังเป็นการบอกว่าผู้ซื้อในแนวโน้มขาขึ้นพยายามดันราคาให้สูงขึ้น แต่สามารถทำได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเพราะหมดแรงไปเสียก่อน ในตอนท้ายของแท่งกราฟ ราคาปิดจะเปลี่ยนแปลงจากราคาปิดของวันก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย และในทางกลับกันถ้าพิจารณาผู้ขายที่อยู่ในแนวโน้มขาลงมันก็จะมีลักษณะเช่นนี้เหมือนกันแต่ในทิศทางตรงข้ามเท่านั้น

เนื่องจากรูปแบบกราฟ key reversal bar เกิดขึ้นหลังจากมีการไต่ระดับราคาขึ้นไปจนแทบจะเป็นปรากฏการณ์ราคาในรูปแบบ parabolic หรือหลังจากราคามีการปรับตัวลดลงอย่างแรง ลักษณะแบบนี้นับว่าเป็นแนวโน้มที่สะท้อนอารมณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ารูปแบบกราฟการกลับตัวทั่วไปของ one- or two bar reversal  ดังนั้นผลกระทบของพวกมันจึงมีความสำคัญมากกว่าเสมอและมักยาวนานกว่าแท่งกราฟปกติ 5 ถึง 10 แท่ง

ถัดจากรูปแบบกราฟแท่ง key reversal bar มักตามมาด้วยการกลับตัวอย่างรุนแรงในแนวโน้ม ซึ่งเป็นการพักตัวของราคาและบางครั้งมันจะเกิดขึ้นหลังจากมีแท่งกราฟผ่านไปแล้วจำนวนหนึ่ง ขอให้คุณดูตัวอย่างในรูปที่ 15-3 ซึ่งเป็นรูปแบบสำหรับด้านบน การพักตัวของราคานี้เหมือนเป็นการทดสอบราคาไปในตัว ถ้าร่วงตกลงมาเมื่อไหร่ก็แสดงว่ามันสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้การพักตัวของราคายังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ขายที่ด้านบนรีบๆ ขายและให้โอกาสที่สองแก่ผู้ซื้อที่ด้านล่างให้กลับเข้าซื้อได้อีกครั้ง

รูปที่ 15-3 รูปแบบกราฟแท่ง Key reversal ที่มีการพักตัวของราคา

โดยปกติ key reversal bar จะอยู่ตรงระดับสูงสุดที่สุด/ต่ำที่สุด แต่ถ้ามีแท่งกราฟใดที่สูง/ต่ำเกินไปจากนี้ ก็จะถือว่ารูปแบบกราฟแท่งนี้ได้ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย และนอกจากมันจะเป็น emotional point บนกราฟแล้วมันก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นแนวรับ/แนวต้านที่สำคัญได้อีกด้วย  ซึ่งจะเป็นการที่ฉลาดมากถ้าคุณจะตั้งจุดหยุดขาดทุนหรือ stop loss ไว้ที่ระดับนี้  โดยจุด stop lossถ้าเป็นกรณีของด้านบน มันจะอยู่เหนือ key reversal bar เล็กน้อย แต่ถ้าเป็นกรณีของด้านล่าง มันก็จะอยู่ต่ำกว่า key reversal bar เล็กน้อย

[ตอนที่ 77] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาด

ด้านซ้ายของ Chart 15-1 ของ Barrick Gold เป็นตัวอย่างคลาสสิกของรูปแบบกราฟแท่งของ key reversal bar เราจะเห็นวิธีการที่ราคาไต่ระดับขึ้นไปอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ จนถึงจุดวิกฤติพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมากมาสนับสนุน หนำซ้ำยังมี trading range ที่กว้างรวมอยู่ด้วย ราคาเปิดจะอยู่ใกล้ราคาสูงสุดมาก และเพราะเรารู้อยู่แล้วว่า key reversal bar จะตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มอย่างรุนแรงและมีการพักตัวของราคาในเวลาต่อมา  ในกรณีนี้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพักตัวบนแนวโน้มใหม่ได้อย่างชัดเจนในลักษณะที่ราคาปรับตัวขึ้นอย่างแรงในรอบการซื้อขายที่สี่และที่ห้าถัดจากการเกิดรูปแบบกราฟแท่ง  key reversal และสิ้นสุดการพักตัวโดยมีสัญญาณล่วงหน้าจากรูปแบบกราฟรายวันแบบ outside day ซึ่งแท่งกราฟ one-bar  เหล่านี้มีความสำคัญในระยะสั้นในฐานะเป็นกฎทั่วไป แต่บ่อยครั้งที่พวกมันถูกนับให้เป็นรูปแบบ domino แท่งแรกในการกลับตัวของแนวโน้มหลัก แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเติบโตจนถึงจุดอิ่มตัวจนเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอยของแนวโน้มรวมกับตำแหน่งของตัวชี้วัดระยะยาว ในกรณีนี้รูปแบบกราฟแท่ง key reversal จะค้างอยู่ที่ด้านบนเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน)

Chart 15-1 กราฟรายวันของ Berrick Gold ในระหว่างปี 1999-2000

ส่วนตัวอย่างที่สองของ key reversal bar อยู่ทางด้านขวา ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีเพราะปริมาณการซื้อขายขยายตัวไปพร้อมกับ trading range ที่ค่อนข้างกว้าง เพียงแต่มันไม่มีการไล่ราคาขึ้นมาในแนวโน้มก่อนหน้านี้ ลักษณะการเกิดรูปแบบของมันไม่ได้รับประกันการกลับตัวอย่างแน่นอนเหมือน key reversal bar ตัวอย่างแรกที่เป็นรูปแบบที่ให้สัญญาณแข็งแกร่งประเภทดาวเด่นหลายดวง ดังนั้นเราจึงไม่สามารถคาดหวังให้มันมีการกลับตัวที่แข็งแกร่งเหมือนกับตัวอย่างแรกที่อยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายน

[ตอนที่ 78] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

บน Chart 15-2 ของ Merrill Lynch ในปี 1998 เป็นลักษณะของ key reversal bar  ที่ด้านล่าง เป็นวันที่ราคาต่ำสุดอย่างแท้จริง ถือว่าเป็นกรณีคลาสสิกของ key reversal bar ที่เกิดขึ้นพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายค่อยๆ เพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาหุ้นถึงจุดต่ำสุด ถึงแม้ว่ามันอาจจะดูเหมือนเป็นการสร้างเส้นแนวโน้มขาลงขนาดเล็ก แต่เมื่อเส้นแนวโน้มนี้ถูกละเมิดขึ้นไปก็เป็นการยืนยันสัญญาณกลับตัวที่ส่งมาจาก keyreversal bar อย่างแท้จริง อันที่จริงถ้าเราดูจากแค่ตัวกราฟ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้ตลาดหมีอยู่ในภาวะต่ำสุดแล้ว เพราะมันเพียงแค่บอกว่ามีโอกาสที่จะไล่ระดับราคาขึ้นไปเท่านั้น และเมื่อดูที่ปริมาณการซื้อขายที่มากเป็นพิเศษ นั่นก็บอกเราเพียงว่า key reversal bar นี้อาจเป็นการกลับตัวของแนวโน้มที่ใช้เวลานานกว่าปกติ 5 ถึง 10 วัน แต่มันอาจมีการแย้งว่าตลาดโดยรวมถึงจุดต่ำสุดได้ในวันเดียวเพราะลักษณะของรูปแบบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายมารองรับเป็นการส่งสัญญาณว่าราคาหุ้นถึงจุดต่ำสุดในตลาดหมีแล้ว

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณมองดีๆ คุณจะเห็นว่ากราฟแท่งนี้มีโอกาสเป็น outside day  ได้มากกว่ากราฟแท่ง key reversal bar เสียด้วยซ้ำ เพราะราคาปิดของมันอยู่สูงกว่าราคาปิดเดิมมาก  นี่เป็นจุดที่มีความหมายเนื่องจากเราให้ความสำคัญกับการระบุปรากฏการณ์ทางเทคนิคที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาที่สำคัญอย่างมาก แต่ที่จริงแล้ว แท่งกราฟพวกนี้ไม่สนหรอก ว่ามันจะถูกเรียกว่าอะไร 

Chart 15-2 กราฟรายวันของ Merrill Lynch ในปี 1998

Chart 15-3 แสดงการส่งสัญญาณของ key reversal bar ที่ด้านล่างของกราฟดัชนี S&P ของ NYSE Composite ในเดือนกรกฎาคมปี 2002 เราจะเห็นราคาเปิดอยู่ในระดับเดียวกับราคาปิดของวันก่อนหน้า แต่กราฟไม่ได้บอกถึงจุดอ่อนที่เริ่มต้นจากการมีหุ้นหลายตัว เนื่องจากการเปิดแท่งกราฟจะไม่รวมหุ้นที่จับคู่คำสั่งซื้อ/ขายกันไม่ได้ เมื่อราคาไม่ได้เปิดลงอย่างแข็งแกร่งตามแนวโน้มเดิม หุ้นเหล่านี้ก็ต้องเลื่อนการเปิดออกไปจนกว่าราคาจะจับคู่กันได้ และราคาเปิดสำหรับดัชนี S&P จะรวมเฉพาะหุ้นที่ถูกซื้อขายในเวลาเปิดที่ 9.30 น. เท่านั้น เราจะเห็น trading bar ที่กว้างมากเมื่อเทียบกับแท่งกราฟอื่นๆ ที่อยู่บนกราฟ รวมถึงเห็นการลดของราคาอย่างรุนแรงและต่อเนื่องมาก่อน ซึ่งในเชิงจิตวิทยาแล้วถือว่ามันอาจเป็นการกลับตัวบนตลาดหมี แต่สิ่งสำคัญที่พิจารณาในสถานการณ์เช่นนี้ คือปริมาณการซื้อขายที่บันทึกเป็นสถิติ (record volume) ที่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลาซื้อขายนี้ และโดยปกติมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ในขณะที่มันพัฒนาขึ้นหลังมีแนวโน้มขาลงที่ยาวนานแล้วมันมักส่งสัญญาณของตลาดกระทิงใหม่ ในกรณีนี้ดัชนีในเดือนตุลาคมได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับต่ำสุดเล็กน้อย แต่ที่จุดต่ำสุดในเดือนกรกฎาคมจะมีจำนวนหุ้นที่ราคาถึงระดับต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์จำนวนมากกว่า ดังนั้นมันจึงเป็นจุดต่ำสุดที่รุนแรงมากกว่า

Chart 15-3 กราฟรายวันของ NYSE Composite ในปี 2002

[ตอนที่ 79] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง Exhaustion Bars

รูปแบบกราฟแท่ง Exhaustion bars พัฒนาขึ้นหลังจากราคามีการเคลื่อนที่ขึ้น/ลงอย่างรุนแรงจริงๆ และเป็นรูปแบบหนึ่งของ key reversal รวมถึงเป็นรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงบน one-bar island reversal ซึ่งอธิบายไว้ในบทที่ 12 อย่างไรก็ตาม รูปแบบกราฟพวกนี้ต่างมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันมากพอที่จะแยกไปตามประเภทของตัวเอง

ลักษณะพื้นฐาน

ข้อกำหนดสำหรับกราฟแท่ง exhaustion bar มีดังนี้ :

1. ราคาเปิดขึ้นด้วย gap ขนาดใหญ่ในทิศทางของแนวโน้มเดิมซึ่งโดยทั่วไปจะมีความแข็งแกร่งมาก

2. Trading range ของแท่งกราฟกว้างมากเมื่อเทียบกับแท่งกราฟที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และตามกฎทั่วไปแล้วมันจะกว้างกว่า trading range ของรูปแบบ key reversal มาก

3. ราคาเปิดอยู่ในครึ่งล่างของแท่งกราฟในแนวโน้มขาลง และครึ่งบนของแท่งกราฟในแนวโน้มขาขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง อารมณ์ตลาดที่พุ่งสุดขีดที่สุดอยู่ที่หรือใกล้จุดเริ่มต้นของของแท่งกราฟมากที่สุด

4. ราคาปิดควรอยู่ทั้งที่เหนือราคาเปิดและครึ่งบนของแท่งกราฟในแนวโน้มขาลง หรืออยู่ต่ำกว่าราคาเปิดและครึ่งล่างของ แท่งกราฟในแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นเล็กๆ น้อยๆ ว่าสภาพอารมณ์ของตลาดได้เริ่มกลับตัว อย่างน้อยในช่วงการฟอร์มตัวของแท่งกราฟ

5. รูปแบบกราฟแท่ง exhaustion bar ที่สมบูรณ์จะยังคงมี gap ที่ทางซ้าย ซึ่งแตกต่างจาก key reversal bar ที่ไม่มี gap หรือมี gap ที่ขนาดเล็กมาก

ตัวอย่างของ exhaustion bars สำหรับทั้งที่ด้านล่างและด้านบนเป็นไปตามรูปที่ 15-4 และ 15-5  ลักษณะของมันแตกต่างจากรูปแบบ one­ bar island reversal (ดูบทที่ 12) เนื่องจากมันไม่มี gap ระหว่างตัวของมันกับแท่งกราฟที่อยู่ถัดไป นอกจากนี้ราคาเปิดและราคาปิด ใน  one-bar island มักจะอยู่ใกล้กันและค่อนข้างใกล้กับ gap

รูปที่ 15-4 รูปแบบกราฟแท่ง Exhaustion bar ที่ด้านล่าง

รูปที่ 15-5 รูปแบบกราฟแท่ง Exhaustion bar ที่ด้านบน

[ตอนที่ 80] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

จิตวิทยาพื้นฐาน

เวลาที่คุณพยายามระบุรูปแบบของ exhaustion bar บนกราฟ ให้มองหาแนวโน้มที่แข็งแกร่งมากซึ่งตามมาด้วยแท่งราคาที่มี trading range กว้างและมีรูปแบบการเคลื่อนไหวรุนแรงที่สุด โดยมีหลักการว่าแท่งกราฟที่เปิดด้วย gap ขนาดใหญ่และปิดในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาเปิดเป็นการกลับตัวของแนวโน้มในเชิงจิตวิทยา ตัวอย่างเช่น ที่จุดต่ำสุดของตลาด เราเข้าสู่ exhaustion  bar ที่เกิดขึ้นหลังจากการลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งในกราฟรายวัน มันอาจเป็นรูปแบบของราคาที่ต่ำพอประมาณ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ถึง 10 วัน จากนั้นก็มักจะเห็นเป็นแท่งกราฟที่มี trading range กว้าง  มี gap ขนาดใหญ่ในขณะที่ราคาเปิดอยู่ในครึ่งล่างของ exhaustion bar นี่แสดงว่าสิ้นสุดตลาดหมีในเชิงจิตวิทยาและผู้ขายอยู่ในการควบคุมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามมันก็มีราคาที่มักร่วงลงหนักหลังจากการเปิดช่วงการซื้อขายแต่ท้ายสุดมันก็กลับดีดตัวขึ้นมาปิดในครึ่งบนของแท่งกราฟ นี่อาจเป็นการบอกใบ้ว่าการขายสิ้นสุดแล้วจริงๆ  และผู้ซื้อกลับมาส่งคำสั่งซื้อ (ควบคุมตลาด)  trading range ที่มีปริมาณการซื้อขายมากมารองรับ ยังบอกถึงการกลับเข้ามาซื้ออย่างบ้าคลั่งในครั้งนี้ ส่วนที่ด้านบนของตลาด ก็แสดงจิตวิทยาพื้นฐานที่เหมือนกัน เพียงแต่มีความละโมบเข้ามาแทนที่ความกลัวและราคาเปิด/ปิดจะตรงกันข้ามกัน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาด

Chart 15-4 แสดงรูปแบบ exhaustion bar ในกราฟรายวันของ Kellwood ซึ่งจะเห็นว่าก่อนหน้านั้นจะมีการปรับตัวลงอย่างแรงในระยะสั้นๆ จนถึงจุดกลับตัว และมีการไล่ราคาเล็กๆ แทรกอยู่ในแนวโน้มที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง มีลักษณะของการย่อตัวของราคาในระหว่างทาง อย่างเช่น gap เปิดลง, ราคาต่ำสุดอยู่ต่ำกว่าราคาเปิดของแท่งกราฟ และราคาปิด อยู่ในส่วนครึ่งบนของแท่งกราฟ กล่าวโดยทั่วไป ก็คือ มันจะดีกว่าถ้าการเปิดของราคาจะอยู่ตรงส่วนล่างของแท่งกราฟ แต่มันก็ได้ชดเชยด้วย trading range ที่มีความกว้างมากที่สุดแล้ว

Chart 15-4 กราฟรายวันของ Kellwood ระหว่างปี 2000-2001

[ตอนที่ 81] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ใน Chart15-5 ของ Warnaco มีลักษณะของการย่อตัวของราคาในระหว่างทาง ที่มีความสัมพันธ์ของ open-close แบบตรงกันข้ามกัน ในกรณีนี้การเปิด gap ลงตามที่เห็นในกราฟถือว่าเป็นประสบการณ์น่ากลัวที่สุดสำหรับคนที่เปิดสถานะ longs  เพราะในวันที่เกิดรูปแบบ  exhaustion barมีราคาปิดในคืนก่อนอยู่ที่ $24 แต่แล้วก็มาเปิด gap ด้วยราคาที่ร่วงลงที่ $19 ...ต่างกันตั้ง $5 !

Chart 15-5 กราฟราคารายวันของ Warnaco

เมื่อมองย้อนกลับไป แท่งกราฟของรูปแบบ exhaustion ได้กลายเป็นจุดต่ำสุดแรกของการฟอร์มรูปแบบสองยอด-ด้านล่าง (double-bottom) สังเกตุว่า ยอดที่สองของด้านล่างจะประกอบด้วยกราฟแท่ง Inside bars  ซึ่งยืนยันการกลับตัวของแนวโน้มในขณะที่ราคาทะลุขึ้นเหนือแนวโน้มขาลง

gap ที่อยู่บนกราฟราคาระหว่างวัน หรือ Intraday Chart จะพัฒนาขึ้นตอนเปิดช่วงการซื้อขายเสมอ เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาในชั่วข้ามคืน ซึ่งหมายความว่า exhaustion bars  มักจะมีอยู่ทั่วไปในกราฟระยะที่สั้นมาก 

Chart 15-6แสดง exhaustion bar สำหรับ NYSE Composite ซึ่งมีลักษณะทั้งหมดรวมอยู่ด้วยกัน อย่างเช่น gap ขนาดใหญ่, ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด,  Trading range กว้าง และอื่นๆ นอกจากนี้มันยังตามมาด้วย รูปแบบกราฟแท่ง inside bar ซึ่งเป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่ยืนยันว่าแนวโน้มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วแน่นอน

Chart 15-6 กราฟแท่งราย 5 นาที ของ NYSE Composite

[ตอนที่ 82] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบกราฟแท่ง Pinocchio Bars

ลักษณะพื้นฐาน

เป็นรูปแบบทั่วไปของ exhaustion bars ที่การเปิด/ปิดของหลักทรัพย์ไม่ค่อยคึกคัก แต่ในระหว่างนั้นที่ด้านบน ราคามีการฝ่าขึ้นไปอยู่เหนือ trading range , เส้นแนวต้าน หรือเส้นแนวโน้มอยู่ชั่วขณะจากนั้นก็ร่วงกลับลงมาอยู่ต่ำกว่า ซึ่งในทางกลับกันสำหรับที่ด้านล่าง ราคามีการทะลุลงไปอยู่ต่ำกว่า trading range , เส้นแนวต้าน หรือเส้นแนวโน้มอยู่ชั่วคราว จากนั้นก็ดีดตัวกลับขึ้นไปอยู่สูงกว่า ถ้าเป็นรูปแบบอย่างนี้ ผมจะเรียกมันว่า รูปแบบกราฟแท่ง Pinocchio bars เพราะเป็นรูปแบบที่หลอกให้เราเข้าใจไปผิดทิศทาง ตัวอย่างแสดงอยู่ในรูปที่15-6 และ 15-7

รูปที่ 15-6 รูปแบบกราฟแท่ง Pinocchio Barsที่ด้านบน

รูปที่ 15-7 รูปแบบกราฟแท่ง Pinocchio Bars ที่ด้านล่าง

[ตอนที่ 83] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

จิตวิทยาพื้นฐาน

รูปแบบ Pinocchio bars เป็นแท่งกราฟที่การซื้อขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกเขต trading  range ของแท่งกราฟที่อยู่ก่อนหน้าและที่อยู่ถัดไป ซึ่งหมายความว่า การฝ่าแนวต้านขึ้นไปเป็นการหลอกล่อผู้ซื้อที่ประมาทให้ติดกับดักขาดทุนตามความยาวของแท่งกราฟที่ฝ่าขึ้นไป ซึ่งก็เหมือนกับคนขาย Short ที่จะติดกับดักอยู่ที่ด้านล่าง แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบเหล่านี้อาจเกิดจาก ข้อดีในด้านความรู้สึกพื้นฐานว่ามี stop loss ที่ต่ำกว่าตลาดจำนวนมาก จากนั้นราคาจะบีบให้ผู้ถือสัญญาที่ไม่ระมัดระวังเหล่านี้ออกไปจากตลาด แล้วหลังจากนั้นราคาจะเพิ่มขึ้น ในระหว่างช่วงการซื้อขายที่กราฟราคาจะเป็นแบบ Pinocchio ก็เมื่อราคาทะลุขึ้นไปอยู่เหนือแนวต้านในแนวโน้มขาขึ้นหรือหลุดลงไปอยู่ต่ำกว่าแนวรับในแนวโน้มขาลงเป็นการชั่วคราว ผู้ซื้อหรือผู้ขายจะมีการผลักดันราคาไปในทิศทางของตนแต่ก็ไม่สำเร็จ ตัวอย่างเช่นถ้าคนมองโลกในแง่ดีเห็นราคาฝ่าแนวต้านขึ้นไปได้ พวกเขาก็จะรู้สึกว่าหลักทรัพย์นี้น่าสนใจและแนวโน้มนี้น่าจะไปต่อได้ อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของแท่งกราฟ ราคาได้ร่วงกลับไปอยู่ต่ำกว่าแนวต้านและทำให้พวกเขาลดความคึกคักลง

เรารู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่จมูกของตัวละคร Pinocchio ยาวขึ้นเรื่อยๆ นั้นแสดงว่าเขากำลังโกหก ซึ่งในกรณีแท่งกราฟของ Pinocchio bar จมูกที่ยื่นก็คือ  tradingrang ที่ยื่นไปเกินไปจากระดับแนวรับ/แนวต้านซึ่งเป็นการบอกว่าสัญญาณนั้นเป็นสัญญาณหลอกนั่นเอง นอกจากนี้เรายังสามารถบอกได้ว่ายิ่งจมูกนั่นใหญ่ขึ้นเท่าไรก็แสดงว่าการโกหกนั้นยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตยิ่งขึ้น ในกรณีของราคาหลักทรัพย์ที่มี trading range อยู่เหนือ (หรือต่ำกว่าที่ด้านล่าง) ราคาเปิด/ปิดมากขึ้นเท่าไหร่ สัญญาณหลอกก็ยิ่งมากขึ้นตามและมีแนวโน้มที่ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามมากยิ่งขึ้นเช่นกัน หรือพูดได้อีกอย่างได้ว่ายิ่งแท่งกราฟมี trading rangeกว้างมากขึ้นจำนวนนักลงทุนที่มีโอกาสติดกับดักการขาดทุนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตาม

รูปที่ 15-8 แสดงสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่าเมื่อมีการทะลุแบบหลอกขึ้นไปอยู่เหนือเส้นแนวโน้มขาลง มันยังบอกถึงความอ่อนล้าแบบ  exhaustion ได้ด้วยเพราะราคานั้นไม่สามารถยืนอยู่เหนือเส้นแนวที่แข็งแกร่งได้นาน ซึ่งทางกลับกัน เราก็สามารถใช้หลักการเดียวกันนี้มาอธิบายการทะลุลงไปแบบหลอกของเส้นแนวโน้มขาขึ้นได้

รูปที่ 15-8 รูปแบบ Pinocchio bar ที่เส้นแนวโน้ม

[ตอนที่ 84] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาด

Chart 15-7 เป็นการที่ราคาทะลุขึ้นไปยืนอยู่เหนือ trading range และตกลงมาเมื่อถึงเวลาที่ปิดแท่งกราฟ ซึ่งหลังจากการทะลุแบบหลอก แท่งราคามักจะเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างแบบ sideways อีกประมาณสอง-สามแท่ง จากนั้นมันก็จะกลับไปเป็นขาลงที่เด็ดขาด Chart 15-8 แสดงการทำราคาทะลุลงไปแบบหลอก ตามมาด้วยการเคลื่อนที่ของราคาอย่างแข็งแกร่งในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ Pinocchio “โกหก” เรา

Chart 15-7 กราฟแท่งราย 10 นาทีของ S & P Composite

Chart 15-8 กราฟแท่งราย 10 นาทีของ S & P Composite ในเดือนมีนาคม ปี 1997

Chart 15-9 แสดงกราฟแท่งราย 5 นาที สำหรับสัญญาฟิวเจอร์สของดัชนี S & P ในเดือนธันวาคม 1998 ในกรณีนี้ราคาทะลุขึ้นไปอยู่เหนือจุดสูงสุดของแท่งราคาสองอันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่เมื่อถึงเวลาปิดแท่งกราฟ มันก็จะตกกลับมาอยู่ต่ำกว่าแนวต้าน ถึงกราฟนี้จะไม่ได้ระบุการละเมิดแนวต้านชั่วคราวได้อย่างชัดเจนเหมือนอย่าง Chart 15-7 ก็ตาม แต่ก็น่าสงสัยว่าการฝ่าแนวต้านขึ้นไปแบบหลอกจากแท่งราคาเพียงสองหรือสามแท่ง (การทะลุลงมาแบบหลอกที่ต่ำกว่าแนวรับ) ต้องเกิดขึ้นกี่ครั้งจึงจะมีผลทำให้เกิดสัญญาณหลอกแบบ Pinocchio

Chart 15-9 กราฟแท่งราย 5 นาทีของ S&P Composite ในเดือนธันวาคม ปี 1998

[ตอนที่ 85] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ความจริงประการหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวกับการที่ราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้มได้ชั่วคราวหรือ exhaustion move ก็คือปลายสุดของแท่งกราฟมักเป็นจุดแนวรับ/จุดแนวต้านที่สำคัญ ดังนั้นจึงมักจะเป็นความคิดที่ดีที่คุณจะตั้ง stop loss ไว้ที่เลยจุดปลายสุดของแท่ง Pinocchio bars เพียงเล็กน้อย แน่นอน การซื้อขายนั้นยังคงให้ผลลัพธ์ในรูปของความเสี่ยง/รางวัลที่สมเหตุสมผล  ดังตัวอย่างที่แสดงอยู่ใน Chart 15-10 และ 15-11 ซึ่งเป็นกราฟแท่งราย 5 นาที สำหรับสัญญาฟิวเจอร์ส S & P  ที่ Chart 15-10 จะเห็นว่ารูปแบบกราฟ Pinocchio bar ทะลุขึ้นไปอยู่เหนือเส้นประแนวโน้ม ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลถ้าผู้ที่เปิดสถานะ short จะตั้งจุด stop loss  ไว้เหนือ  emotional  point หรือ จุดสูงสุดของ Pinocchio bar นั่นเอง ส่วน Chart 15-11 แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เหมือนกัน แต่เพิ่มระยะเวลาการซื้อขายใน Chart เพื่อแสดงให้เห็นว่า Pinocchio ที่สูงเป็นพื้นที่แนวต้านที่แข็งแกร่งและสำคัญจริงๆ  เนื่องจากราคาที่ไล่ระดับขึ้นไปถูกต้านกลับลงมาถึงสองครั้ง

Chart 15-10 กราฟแท่งราย 5 นาที ของ S & P Composite

Chart 15-11 กราฟแท่งราย 5 นาที ของ S & P Composite

[ตอนที่ 86] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart 15-12 เป็นกราฟรายวันสำหรับราคาของ Lumber รูปแบบแท่งกราฟ  Pinocchio bar มีการพัฒนาขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งในเวลานั้นอาจจะเห็นได้ไม่ชัดเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะเห็นว่ามันสามารถขยายเส้นที่เชื่อมจุดสูงสุดของแท่งกราฟสองแท่งที่อยู่ก่อนหน้ารูปแบบ Pinocchio ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการฝ่าแนวต้านขึ้นไปแบบหลอกได้เกิดขึ้นจริงๆ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะได้ทำการขาย short เมื่อการละเมิดเส้นประแนวโน้มขาขึ้นที่ยืนยันการเป็นรูปแบบ Pinocchio bar ในสามวันหลังจากการฟอร์มตัวของมัน ให้สังเกตรูปแบบกราฟแท่ง outside bar ที่อยู่ในแนวโน้มเดิมที่พัฒนาขึ้นสองสามวันหลังจากการละเมิดเส้นแนวโน้ม

Chart 15-12 กราฟแท่งรายวันของ Lumber

Chart 15-13 เป็นราคาน้ำมันดิบรายวัน ซึ่งมีรูปแบบกราฟแท่ง inside day ในช่วงต้นเดือนเมษายนช่วยให้ราคาปรับตัวลง และเมื่อผ่านไปสักสองสามวันก็จะเห็นได้ชัดว่า จุดต่ำสุดนั้นเป็นด้านล่างของรูปแบบกราฟ และเนื่องจากจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดต่างมีคุณสมบัติในการเป็นพื้นที่แนวรับ/แนวต้านได้ ดังนั้นจึงสามารถสร้างเส้นแนวโน้มตามขวางเชื่อมจุดต่ำสุดเพื่อเป็นเส้นแนวรับได้  ความจริงแล้ว ในช่วงวันที่ 8 มิถุนายน ราคาจะเข้าใกล้และแตะที่เส้นแนวโน้มได้ถึงสองรอบ ก่อนที่จะทะลุลงชั่วคราวในลักษณะเป็นรูปแบบกราฟรายวันของ Pinocchio bar   หลังจากนั้นรูปแบบกราฟวันของ outside day ก็ฟอร์มรูปแบบขึ้นพร้อมกับทำราคาฝ่าแนวต้านขึ้นไปอยู่เหนือเส้นแนวโน้มขาลง ซึ่งเป็นการยืนยันรูปแบบ Pinocchio bar และ outside bar อีกครั้ง นอกจากนี้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เราจะเห็นแท่งกราฟ  Pinocchio ขนาดเล็กที่สามารถทะลุฝ่าแนวโน้มขาลงขึ้นไป ตามมาด้วยราคาเริ่มลดลงดังคาด อย่างไรก็ตามนี่เป็นข้อดีตรงที่ลักษณะแบบนี้ได้ช่วยเพิ่มความสำคัญของเส้นแนวโน้มขาลง เพื่อที่ว่าในตอนท้ายสุด เมื่อเส้นแนวโน้มดังกล่าวถูกละเมิด เราจะเห็นการไล่ระดับราคาขึ้นไปอย่างหนักเกิดขึ้นตามมา

Chart 15-13 ราคารายวันของ Crude oil

[ตอนที่ 87] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

Chart 15-14 เป็นกราฟของ Kellogg ที่รูปแบบของ Pinocchio bar ทะลุขึ้นไปอยู่เหนือเส้นแนวโน้มตามขวางทั้งสองเส้น ซึ่งพฤติกรรมราคากลับตัวจากขึ้นเป็นลงแบบนี้ได้ถูกยืนยันในวันต่อมาเมื่อราคาทะลุลงผ่านเส้นแนวโน้มขาขึ้นพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นที่สุดมารองรับ การซื้อขายที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็นการย้ำว่า sellers เป็นฝ่ายได้เปรียบที่จุดนี้อย่างแน่นอน

Chart 15-14 ราคารายวันของ Kellogg ในระหว่างปี 1997-1998

รูปแบบกราฟแท่ง Key Reversals, Exhaustion Bars, Pinocchio และ Candle sticks

เราไม่พบว่ารูปแบบกราฟแท่งเทียนหรือ candlesticks ประเภทใดมีลักษณะเหมือน key reversals  bars, exhaustion bars หรือ Pinocchio bars เพราะรูปแบบกราฟแท่ง key reversal ที่เกิดขึ้นหลังจากการเพิ่มขึ้น/ลดลงของราคาจะมีลำตัวจริงที่ยาวมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเทียบรูปแบบที่ใกล้เคียง candlesticksที่สุดก็น่าจะเป็นรูปแบบกราฟโดจิ เช่น gravestone doji, dragonfly  doji หรือ  long-legged  doji ตามที่แสดงในรูปที่ 15-9 ซึ่งรูปแบบกราฟ doji เป็นแท่งเทียนที่ราคาเปิดและราคาปิดเท่ากันหรือเกือบจะเท่ากัน

ส่วนรูปแบบ Pinocchio bar จะดูเหมือนรูปแบบของค้อน hammer หรือค้อนคว่ำ inverted hammer มากกว่าซึ่งตามความหมายของรูปแบบ Pinocchio barแล้วมันจะมีความสำคัญก็ต่อเมื่อมีไส้เทียนโผล่ขึ้นจากด้านบนฝ่าขึ้นไปอยู่เหนือแนวต้านได้ชั่วคราวในกรณีของสัญญาณทะลุขึ้นแบบหลอก หรือโผล่ลงไปด้านล่างทะลุลงไปอยู่ต่ำกว่าแนวรับได้ชั่วคราวในกรณีของสัญญาณทะลุลงแบบหลอก เพราะการละเมิดแนวรับ/แนวต้านแบบหลอกนี้เป็นลักษณะสำคัญของรูปแบบกราฟ  Pinocchio bar ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับรูปแบบแท่งเทียนประเภทใดเลย

รูปที่ 15-9 รูปแบบกราฟ Doji candlesticks

[ตอนที่ 88] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

สรุป

รูปแบบกราฟแท่ง Key Reversals

ลักษณะของราคา : มี trading range ที่กว้าง หลังจากมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ในกรณีของด้านบน gaps ของมันจะเปิดด้วยราคากระโดดสูงขึ้นและเคลื่อนไหวด้วยราคาที่สูงขึ้นไปในส่วนที่เหลือของแท่งกราฟ แต่สุดท้ายราคาปิดของมันก็จะกลับใกล้เคียงกับราคาปิดก่อนหน้า ส่วนในกรณีที่ด้านล่าง gap จะเปิดด้วยราคาที่ต่ำกว่าและเคลื่อนไหวด้วยราคาที่ต่ำลงไปในส่วนที่เหลือของแท่งกราฟแต่สุดท้ายราคาปิดของมันก็ใกล้เคียงกับราคาปิดก่อนหน้า

ปริมาณการซื้อขาย : มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมากและมักจะเป็นปริมาณซื้อขายวิกฤติในวันที่ฟอร์มรูปแบบ โดยแนวโน้มก่อนหน้ามีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รูปแบบสัญญาณล้มเหลว : เมื่อราคาที่เคลื่อนไปเกินกว่าจุดสูงสุด/ต่ำสุดของแท่งกราฟ

ความหมายของการวัด : ไม่มี เนื่องจาก key reversals bar มักเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดของแนวโน้มรองและแนวโน้มหลัก

รูปแบบกราฟแท่ง Exhaustion Bars

ลักษณะของราคา : มี trading range ที่กว้างมาก โดยพัฒนาขึ้นหลังจากแนวโน้มที่แข็งแกร่งมันจะเปิดด้วย gap ขนาดใหญ่มาก อย่างในกรณีที่ด้านล่าง ราคาเปิดจะอยู่ในช่วงครึ่งล่างของแท่งกราฟและราคาปิดอยู่ในครึ่งบนของแท่งกราฟ ส่วนในกรณีที่ด้านบน ราคาเปิดจะอยู่ในช่วงครึ่งบนของแท่งกราฟและการปิดอยู่ในครึ่งล่าง รูปแบบกราฟนี้จะไม่มี gap ที่ทางด้านขวามือของแท่งราคา เว้นแต่ว่าจะมี exhaustion bar เป็น one-bar island reversal

ปริมาณการซื้อขาย : โดยปกติแล้วปริมาณการซื้อขายจะหนาแน่นและสะท้อนถึงจุดวิกฤติการขายชั่วคราว

รูปแบบสัญญาณล้มเหลว : เมื่อมีราคาที่เคลื่อนที่ไปเกินกว่าจุดปลายสุดของแท่งกราฟ

ความหมายของการวัด : ไม่มี

รูปแบบกราฟแท่ง Pinocchio Bars

ลักษณะของราคา : กราฟแท่งที่สามารถทะลุฝ่าพื้นที่แนวรับ/แนวต้านได้ชั่วคราวในระหว่างการเปิด/ปิดการซื้อขาย ยิ่ง "จมูก" ยาวเท่าไหร่ สัญญาณก็จะยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น

ปริมาณการซื้อขาย : สามารถเกิดขึ้นได้ที่ปริมาณการซื้อขายเล็กน้อย แต่ปริมาณการซื้อขายมากๆ ก็จะสะท้อนว่ามีคนติดกับดักจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญมากขึ้น

ความสำคัญ : ยิ่งแนวรับ/แนวต้านที่ "จมูก" ฝ่าทะลุได้มีความสำคัญ/ยิ่งใหญ่มาก และยิ่งแนวโน้มที่มาถึงแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีความสำคัญเพิ่มขึ้น รวมถึงยิ่ง "จมูก" ยาวขึ้นก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

รูปแบบสัญญาณล้มเหลว : เมื่อมีราคาที่เคลื่อนที่ไปเกินกว่าจุดสูงสุด/ต่ำสุดของแท่งกราฟ ซึ่งจุดสูงสุด/ต่ำสุดนั้นมักเป็นแนวต้าน/แนวรับที่แข็งแกร่ง

ความหมายของการวัด : ไม่มี แต่การเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นเมื่อรูปแบบ Pinocchio ถูกยืนยันโดยการละเมิดแนวโน้มภายในแท่งกราฟ 3- 4 แท่ง

Price Patterns (Part 2)

[ตอนที่ 41] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

8. รูปแบบสองยอด ด้านบน/ด้านล่าง, รูปแบบสามยอด (Double top, Double Bottoms andTriple Patterns)

รูปแบบสองยอด ด้านบน (Double top)

รูปแบบสองยอด ด้านบน  double top ประกอบด้วยยอดราคาที่ไต่ระดับขึ้นถึงจุดสูงสุดสองครั้ง แต่มีการย่อตัวของราคาเป็นรอยหยักคั่นอยู่ตรงกลางระหว่างยอดทั้งสอง การฟอร์มรูปแบบจะสมบูรณ์ได้เมื่อราคามีการกลับตัวทะลุลงมาต่ำกว่าระดับของรอยหยัก ตัวอย่างใน รูปที่ 8-1 ในหนังสือ Profits and Stock Market ของ H. M. Gartley ซึ่งนิยามเอาไว้ว่ารูปแบบ Double top "เป็นเส้นราคาที่พยายามฝ่าแนวต้านขึ้นไปถึงสองครั้งแต่ไม่สำเร็จเป็นผลให้ราคาหลุดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ" ลักษณะสำคัญของการฟอร์มรูปแบบนี้เกิดขึ้นเนื่องจากจุดสูงสุดที่สองมีปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าจุดสูงสุดแรกอย่างเห็นได้ชัด และถึงแม้จะเป็นเรื่องปกติที่จุดสูงสุดทั้งสองจะฟอร์มรูปแบบขึ้นมาจากระดับฐานราคาเดียวกันแต่จุดสูงสุดที่สองอาจจะสูง/ต่ำกว่าจุดสูงสุดแรกเล็กน้อย การย่อตัวของราคาหลังจุดสูงสุดแรกจะเกิดขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายลดลง  แต่ถึงอย่างไร คุณต้องระลึกไว้เสมอว่านี่ไม่ใช่หลักเกณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้กฎตายตัว แต่เป็นการเอาความรู้สึกทั่วๆ ไปมาตีความการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

[ตอนที่ 56] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ช่องว่างราคารูปแบบต่อเนื่อง (Continuation gaps หรือ Runaway Gaps)

Gaps รูปแบบต่อเนื่อง Continuation  gap หรือ Runaway gaps เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามแนวโน้มเดิมในขณะที่ราคาเสนอซื้อ-ขายเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วและมีอารมณ์ในตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับสูง (รูปที่ 12-7a) ในบางครั้ง การปิด gap จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นภายในหนึ่งวันหรือทิ้งระยะโดยที่ยังไม่มีการปิด gap เป็นระยะเวลายาวนาน แต่โดยทั่วไปมันจะไม่ปิด gap จนกว่าตลาดจะมีการแกว่งตัวรอบใหญ่หรือรอบปานกลางในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาซึ่งทำให้เกิด gap ทั้งนี้ในส่วนของ runaway gap มักเกิดขึ้นเมื่อมีการทำราคาทะลุผ่านรูปแบบไปได้ประมาณครึ่งทางของแนวโน้ม  ดังนั้นบางครั้งเราก็จัด gaps ประเภทนี้ว่าเป็น gap ที่สามารถวัดหาราคาเป้าหมายได้ หรือ measuring gaps ซึ่งในเส้นแนวโน้มของราคาอาจมี  gap ต่อเนื่องได้มากกว่าหนึ่งครั้ง

 

ส่วนลักษณะของ Continuation gaps จะแสดงตลาดหรือหุ้นที่มีการซื้อขายเบาบางมากกว่าตลาดที่มีการเก็งกำไรกันอย่างคึกคัก นี่อาจเป็นเพราะมันมีโอกาสทำกำไรน้อยมากและถ้าทุกคนพยายามเข้า/ออกตลาดในเวลาเดียวกันมันก็จะมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ราคาในระดับที่พอใจ ดังนั้นความต้องการซื้อ (ขาย) ของพวกเขาจะเกิดขึ้นเฉพาะราคาที่สูงขึ้น (ถูกลง) มากๆ เท่านั้น

ใน Chart 12-16 ของ Yahoo แสดง runaway gap (หรือ measuring gap) ในเดือนกันยายน ซึ่งจะเห็นว่ามันเกิดขึ้นเมื่อราคาขึ้นไปได้ประมาณครึ่งทางตามเส้นลูกศร และทันทีถึงราคาเป้าหมายที่วัดได้ ราคาก็จะกลับตัวแล้วลดลงกลับไปอยู่ในระดับบนสุดของ gap อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้บนกราฟยังมี  breakaway gap ที่มีปริมาณการซื้อขายในวันต่อมาหดลงถึงแค่ 20 รายการ ก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น

Chart 12-16 ราคาวันของ Yahoo

Chart 12-17 ยังเป็นของ Yahoo ที่เราจะเห็น runaway gap ในเดือนมกราคมอยู่บนเส้นราคาที่ไล่ขึ้นไปจบที่ยอดสูงสุดซึ่งเป็นราคา 4 เท่าของราคาเป้าหมาย นอกจากนี้ราคาเป้าหมายแรกยังไปได้อยู่ถึงมันจะมีการชะลอการไล่ราคาประมาณ 2-3 วันก็ตาม และจะสังเกตว่ามี breakaway gaps 2 ครั้ง ที่จุดเริ่มต้นและจุดที่ไม่มีสามารถปิด gap แรกสุดได้

Chart 12-17 ราคารายวันของ Yahoo

[ตอนที่ 57] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ช่องว่างราคาที่อ่อนล้าปลายแนวโน้มขาขึ้น/ขาลง (Exhaustion Gaps)

เมื่อเส้นแนวโน้มของราคาประกอบด้วย runaway gap มากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงว่าแนวโน้มนั้นมีความแข็งแกร่งมาก การมี gap ที่สองและที่สามตามมายิ่งเป็นการย้ำเตือนนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคว่าราคาจะพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น runaway gap ที่สองหรือที่สามอาจไม่ใช่ gap สุดท้าย ทั้งนี้ gap ชุดสุดท้ายของ runaway gaps ที่เป็นจุดสิ้นสุดของการเพิ่มขึ้น/ลดลงของราคาจะเรียกว่าช่องว่างราคาที่อ่อนล้าหรือ exhaustion gap  (รูปที่ 12-7b) นอกจากนี้ exhaustion gap  ยังอาจเกิดขึ้นได้หลังจากราคามีการเพิ่มขึ้น/ลดลงมาแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน

ในทางปฏิบัติ breakaway gap จะปรากฏขึ้นที่จุดเริ่มต้นการเคลื่อนที่ของราคาในแนวโน้ม ส่วน runaway gap จะอยู่ที่ตรงกลางระหว่างทางของแนวโน้ม และ exhaustion gap  จะบ่งชี้ว่าเป็นระยะสิ้นสุดของการเคลื่อนที่ในแนวโน้มนั้นๆ ดังนั้น exhaustion gap จึงมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของราคาที่รวดเร็วและยืดเยื้อและเป็นสัญญาณยุติแนวโน้ม เนื่องจากผู้ซื้อในแนวโน้มขาขึ้นเชื่อมั่นว่าไม่มีโอกาสทำกำไรจากการซื้อระหว่างการปรับฐาน  และผู้ขายในแนวโน้มขาลงเองก็เชื่อมั่นว่าการชะลอความรุนแรงไม่ได้ทำให้พวกเขาขาดทุนน้อยลง  ซึ่งที่จริงแล้ว ในหนังสือ Profits in the Stock Market ของ H. M. Gartley ก็ได้ระบุว่า exhaustion gapsในแนวโน้มขาลง มักใช้เวลาในการพัฒนาขึ้นหนึ่ง-สามวันก่อนที่จะถึงรอบการซื้อขาย session ที่เป็นวิกฤตการขาย (selling climax) ที่มีปริมาณการซื้อขายมาก แต่ราคาไม่ไปไหน

การที่จะหา exhaustion  gaps บนกราฟไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะตีความได้ยากว่า gap ที่เห็นขณะนั้นเป็น runaway gap หรือไม่ แต่ประการแรกสุดคือถ้า gap พัฒนาขึ้นใกล้กับจุดที่ราคาเริ่มต้นเคลื่อนที่ของแนวโน้มแสดงว่ามันน่าจะเป็น breakaway gap มากกว่า แต่มันจะเป็น exhaustion  gaps  ก็ต่อเมื่อมันไม่เป็นไปตามกฎ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือมันไม่สามารถเคลื่อนที่ไปถึงราคาเป้าหมายที่ลากออกมาจากจุดที่ทะลุรูปแบบหรือยังไม่สามารถการทำราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้มออกมาได้

ประการที่สองของการดู exhaustion gap คือมันจะมีปริมาณการซื้อขายมากผิดปกติในวันที่ราคาเปลี่ยนแปลง ในกรณีดังกล่าวปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับเดิมเรื่อยๆ ตามลำดับ และบางครั้งราคาจะกลับมาปิดอยู่แถวๆ gap และอยู่ห่างจาก extreme readingของมันมาก  ถ้าในวันถัดมามีการสร้าง “รูปแบบเกาะ Island” พร้อมกับเปิด gap ของวันแยกออกมาอย่างเด็ดขาดจาก gap ของวันก่อนหน้านี้  นี้มักจะเป็นสัญญาณที่ดีว่า gap ของวัน เป็นจุดกลับตัวที่แท้จริง ลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะ exhaustion gap ชั่วคราว แต่มันก็เป็นการส่งสัญญาณอันตรายแก่ผู้ค้าที่ได้รับประโยชน์สูง ว่าพวกเขาควรขายหุ้นทิ้งหรือปิดสถานะของพวกเขาเสีย

ประการที่สามคือ วันที่มี gap หรือหนึ่งรอบการซื้อขายถัดไปอาจพัฒนาขึ้นเป็นกราฟรูปแบบราคา 1 วัน (จะอธิบายไว้ในบทต่อไป) ในกรณีดังกล่าว gap และพฤติกรรมราคาจะส่งเสริมกันและกันเป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นว่าจะมีการกลับตัวเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น exhaustion  gap ไม่ใช่สัญญาณหลักของการกลับตัวนะครับ เพียงแต่มันช่วยให้เราดูรูปแบบต่อเนื่องบางรูปแบบได้ง่ายๆ เท่านั้น

หากคุณกำลังเฝ้าติดตามดัชนีการแกว่งตัว OSCILLATOR ที่แสดงการซื้อมากเกินไป overbought ในกรณีขาขึ้นหรือขายมากเกินไป oversold ในกรณีขาลง หรือเฝ้าดูดัชนีที่ไดเวอร์เจนท์กับราคาหนึ่งหรือสองตัว คุณก็จะได้ตัวบ่งชี้การขยายตัวมากเกินไปของแนวโน้ม แต่ผมว่าถ้าเอาดัชนีที่พูดถึงนี่มาผสมรวมกันก็มีโอกาสที่จะช่วยกันหา exhaustion  gap ได้ดีกว่าการใช้ดัชนีการแกว่งตัวที่อยู่ในเขต neutral reading เพียงอย่างเดียว

Edwards และ Magee ชี้ว่า runaway gaps  มักจะถูกเปิดทิ้งไว้เป็นเวลานานและโดยปกติแล้วจะต้องมีแนวโน้มในระดับปานกลางหรือแนวโน้มหลักในทิศทางตรงกันข้ามกับ gap ก่อนที่จะปิดได้ แต่ในทางกลับกัน เนื่องจาก exhaustion  gap เป็นอินดิเคเตอร์บอกการสิ้นสุดแนวโน้ม มันจึงมักปิดได้ภายในไม่กี่รอบการซื้อขาย พฤติกรรมแบบนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า gap ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่  measuring  gap หรือ continuation gap   อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ exhaustion  gap เหล่านี้เป็นแค่ทำให้แนวโน้มปัจจุบันชะงักชั่วคราวหรือเป็นแค่การกลับตัวในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่สัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มหลัก)   ถึงมันมีมีโอกาสที่ exhaustion  gap จะปรากฏขึ้นในจุดกลับตัวหลักแต่นั่นก็เป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่า ดังนั้นเราควรใช้เครื่องมืออื่นเช่นอินดิเคเตอร์ประเภทโมเมนตัมระยะยาว เพื่อระบุการกลับตัวของแนวโน้มหลัก

ประการสุดท้ายในบางครั้งเราจะเรียก exhaustion gaps ว่าเป็น wide gaps เพราะมันมีแนวโน้มที่จะกว้างกว่า runaway gaps ซึ่งก็เหมือนกับปริมาณการซื้อขายหนาแน่นหรือเบาบางนั่นเอง  กราฟแท่งที่ "กว้าง" จะสามารถระบุได้เฉพาะที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของกราฟแท่งก่อนหน้าเท่านั้นและเป็นเรื่องที่ต้องใช้การตัดสินใจและประสบการณ์ส่วนตัว

Chart 12-18 ของ Apple แสดงว่ามี gap ที่กว้างมากในช่วงต้นเดือนสิงหาคมและมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมารองรับ พอวันรุ่งขึ้นก็มีการเปิด gap ขนาดเล็กมากและทำการปิด gap ได้ในทันที ทั้งนี้ gap ที่เปิดและปิดอย่างรวดเร็วหลังจากราคาเคลื่อนที่บนแนวโน้มมาเป็นระยะเวลานาน ถือว่าเป็นสัญญาณแรกของความอ่อนล้า ซึ่งภายในช่วงสองรอบการซื้อขายก็จะเห็นว่า gap กว้างอันเก่าที่อยู่ต่ำกว่าก็ถูกปิดลงเช่นกัน นี่ยิ่งเป็นการยืนยันสัญญาณของความอ่อนล้าที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Chart 12-18 ราคารายวันของ Apple


Chart 12-19 ของ Adobe แสดง gap สองประเภท การไล่ราคาเริ่มต้นพร้อมกับ breakaway gap ที่มีปริมาณการซื้อขายพอควร จากนั้นก็มีความพยายามที่จะปิด gap แต่ก็ล้มเหลวซึ่งถือว่ามันยืนยันการทำราคา new high จากนั้นราคาก็ไล่จาก runaway gap ขึ้นไปสูงจนเกือบเท่าระยะของราคาเป้าหมายที่วัดได้ ในกราฟจะมีการเปิด gap เล็กๆ อีกอันหนึ่งก่อน ซึ่งนี่คือ exhaustion gap เพราะมันทำราคาลงมาปิด gap อย่างรวดเร็วแค่หนึ่งรอบการซื้อขายถัดไป ทั้งนี้กราฟในวันที่มีการปิด gap ของวัน จะเรียกว่า outside bar ซึ่งในบทที่ 13 จะพูดถึงมันในฐานะที่เป็นฐานะที่เป็นสัญญาณการกลับตัว

Chart 12-19 ราคารายวันของ Adobe ในระหว่างปี 1997-1998

Exhaustion gap ครั้งที่สองจะพัฒนาขึ้นที่ส่วนขวาสุดของกราฟ ซึ่งยืนยันได้จากการที่ราคาทะลุขึ้นไปอยู่เหนือฐานขนาดเล็กและปิด gap ได้อย่างสมบูรณ์ภายในไม่กี่รอบการซื้อขาย

[ตอนที่ 58] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

ช่องว่างราคาในกราฟระหว่างวัน (lntraday Gaps)

กราฟราคาระหว่างวันหรือ Intraday Chart จะมีการเปิด gap อยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นราคาที่เปิดไปอยู่เหนือ Trading range ของรอบการซื้อขายก่อนหน้า ใน Chart 12-20 ผมจะเรียกว่า classic gaps เพราะคุณจะพบพวกมันได้ทั้งบนกราฟระหว่างวันและกราฟรายวัน

Chart 12-20 กราฟแท่ง 15 นาที ของราคา bondsในเดือน March 1997 (แหล่งที่มา: prinq.com.)

ส่วน gap ประเภทที่สองนี้มักพบเฉพาะบนกราฟระหว่างวัน intraday เท่านั้น เมื่อราคาเปิดของ gap ในวันใหม่ห่างจากราคาปิดของกราฟแท่งในวันก่อน ผมขอเรียก gap แบบนี้ว่า intrabar gaps เพราะพวกมันจะอยู่ระหว่างกราฟสองแท่งบนกรอบเวลาระหว่างวัน

ตัวอย่างเช่นใน Chart 12-21  ราคาเปิดกระโดดสูงขึ้นและเกิด gap แต่พอมองย้อนกลับไปคุณจะเห็นว่าช่วงการซื้อขายของวันก่อนหน้า (ในกล่องด้านซ้าย) ไม่ได้สูงเกินราคาเปิด ดังนั้นเราจะไม่เห็น gap นี้เกิดขึ้นถ้าพิจารณาบนกราฟรายวัน

Chart 12-21 กราฟแท่ง 15 นาที ของ bonds ในเดือน March 1997 (แหล่งที่มา: pring.com.)

ถ้าคุณเป็นผู้ค้าที่ใช้กราฟราคาระหว่างวันในกรอบเวลา 2-3 สัปดาห์  คุณจะต้องใช้ gapด้วยวิธีที่แตกต่างจากผู้ค้าที่ใช้กราฟราคาระหว่างวันในกรอบเวลา 1-2 วัน

ผู้ค้าในกลุ่มแรกควรหลีกเลี่ยงการซื้อขายในช่วงที่เริ่มสร้าง gap เพราะ gap จะถูกปิดลงในที่สุด ซึ่งบางครั้งอาจปิดได้ภายในสองสามชั่วโมงจนถึงสองถึงสามสัปดาห์กว่าจะปิดได้ ดังนั้นหากคุณซื้อตอนที่มีการเปิด gap กระโดดขึ้น เหมือนอย่างใน  Chart 12-21  คุณจะเจอความเสี่ยงที่ราคาจะย่อตัวลงมาปิด gap นี้ในทันที  ปัญหาคือคุณไม่ทราบว่ามันจะปิดเมื่อไหร่กันแน่  

ผมขอให้ผู้ค้าที่ใช้กราฟระหว่างวันรอดูอยู่ห่างๆ ก่อนในเวลาที่ตลาดเปิดมาด้วยราคากระโดดหรือทรุดลงรุนแรง ในกรณีของหุ้นนี้มันจะเกิดจากความไม่สมดุลของคำสั่งซื้อ นั่นหมายความว่าผู้ควบคุมตลาดถูกบังคับให้เปิดสถานะ short เพื่อพวกเขาให้สามารถเติมเต็มอุปสงค์ที่ขาดได้ ในการนี้ พวกเขามักพยายามดันราคาให้สูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงเปิดเพื่อที่ราคาจะได้ลดลงเพียงแค่เล็กน้อย และให้พวกเขาสามารถปิดสถานะ ได้ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน แต่กระบวนการนี้จะมีลักษณะกลับกันในกรณีที่มีการเปิด gap ลง  กุญแจสำคัญคือการเฝ้าดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับราคาหลังจากจากเปิด  gap แบบนี้ โดยปกติถ้ายังคงราคาสูงขึ้นหลังจากเปิด gap ขึ้นไปและเปิด  trading range จะถือว่าเป็นแนวโน้มของตลาดอย่างน้อยในช่วงสองสามชั่วโมงถัดไปหรือที่มักจะนานกว่านั้น

ในทางกลับกัน ถ้าราคาเริ่มที่จะปิด gap หลังกราฟผ่านไปไม่กี่แท่งแล้ว แสดงว่าแนวโน้มของราคากำลังจะกลับตัว ใน Chart 12-22 ของ Merrill Lynch จะมีการเปิด gap ในวันพุธหลังจากที่ราคาย่อตัวกลับเล็กน้อยและปิด gap นั้นได้ จากนั้นราคาก็ค่อยๆ ลดลงตลอดทั้งวัน ดังนั้นสัญญาณของการเปิด gap จึงเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นหลังจากราคาอ่อนตัวลงไปอยู่ต่ำกว่าเส้นแนวโน้ม

สังเกตว่าเส้นแนวโน้มเริ่มเปลี่ยนไปเป็นแนวต้านในช่วงเวลาซื้อขายที่เหลือของวัน ต่อมาในวันพฤหัสบดีมีการเปิด gap อีกแต่  trading range มีขนาดเล็กมากเพราะราคาไต่ระดับสูงขึ้นต่อ การไล่ราคาอีกครั้งจากการเปิด gap เป็นแนวโน้มของตลาดในช่วงเวลาที่เหลือของวัน จนกระทั่งวันศุกร์ก็มีการเปิด gap ขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ trading range ถอยกลับลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับ $ 86 ดอลลาร์ ซึ่งมันจะกลายเป็นแนวต้านในช่วงที่เหลือของวันนั้น

Chart 12-22 กราฟแท่ง 7.5 นาที ของ Merrill Lynch. (แหล่งที่มา: prinq.com.)

[ตอนที่ 59] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

รูปแบบIsland Reversals

รูปแบบ island reversal เป็น trading range ขนาดกะทัดรัดที่สร้างขึ้น ณ จุด ปลายสุดของการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องมานานและอยู่ระหว่าง exhaustion gap ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า กับ breakaway gap ที่เกิดขึ้นถัดมา รูปแบบ island reversal ที่เห็นได้ทั่วไปจะอยู่ในรูปที่ 12-8 แต่ขอบอกก่อนว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่มีให้เห็นบนกราฟและมันจะเกิดขึ้นเป็นเวลาสั้นๆ เท่านั้น มันอาจจะอยู่ที่ส่วนปลายสุดของราคาที่เคลื่อนที่บนแนวโน้มระยะปานกลางหรือบนแนวโน้มหลักแล้วฟอร์มเป็นส่วนของรูปแบบราคาต่างๆ (ในภาพรวม) เช่น รูปแบบ head-and-shoulders ด้านบน (หรือด้านล่าง)  หรือรูปแบบ head-and-shoulders หัวกลับ  และในบางครั้ง island reversal จะปรากฏขึ้นเป็นรูปแบบกราฟ 1 วัน

รูปที่ 12-8 Island reversal.

Chart 12-23 ของ Apple Computer แสดง Island reversal ด้านล่าง แต่เพราะมันเกิดอยู่ในขอบเขตของตลาดหมีมันจึงเป็นรูปแบบหลอก การยืนยันครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ Island reversal ที่สองสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์พร้อมกับการเปิด gap ลงไปในปลายเดือนเมษายน ส่วนการยืนยันครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อราคาหลุดทะลุลงไปต่ำกว่าเส้นประที่เป็นเส้น neckline ของรูปแบบแนวโน้มต่อเนื่องของ head-and-shoulders ในกรณีนี้ island ที่สองก็คือส่วนของหัวขนาดใหญ่ ซึ่งนี่เป็นการเน้นย้ำว่ารูปแบบ islands เป็นรูปแบบที่อยู่ภายในรูปแบบราคาจริงๆ

Chart 12-23 ราคารายวันของ Apple ในระหว่างปี 1996-1997

รูปแบบ One-Day Island reversal

รูปแบบ one-day หรือ one-bar Island reversal มีลักษณะเช่นเดียวกับ island reversal ที่เพิ่งอธิบายไป เพียงแต่รูปแบบนี้จะลักษณะเฉพาะคือมันเป็นแท่งกราฟที่ถูกแยกออกมาเพียงหนึ่งแท่งเท่านั้น 

Chart 12-24 แสดง one-day island  reversal ของ Altera ซึ่งคุณจะเห็นปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมากในวันที่เกิด Island reversal และราคาลงมาปิดใกล้เคียงกับราคาต่ำสุดของวันมาก นอกจากนี้ปริมาณการซื้อขายในวันที่สองก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นอีก ซึ่งการขยายตัวของปริมาณการซื้อขายขณะที่ราคากำลังลงแบบนี้มักจะเป็นตลาดขาลง เพียงแต่ปริมาณการซื้อขายที่ขยายตัวในวันหลังจากเกิด one-day island คือสัญญาณแห่งหายนะ

Chart 12-24 ราคารายวันของ Altera

สุดท้าย เป็น Chart 12-25 ของ Yahoo ที่มี island top ขาลงขนาดเล็ก  จากนั้นก็จะเป็น runaway gap แล้วตามมาด้วย one-day island และจะเห็น gap ของวันปิดที่ราคาสูงสุดของมันและมีปริมาณซื้อขายหนาแน่นเป็นพิเศษ วันถัดมาก็ยิ่งมีปริมาณการซื้อขายมากยิ่งขึ้น ส่วนขวามือสุดของกราฟแสดง two-bar reversal ตามด้วย breakaway gap ที่เปิดกระโดดลง (โปรดดูคำอธิบายเกี่ยวกับ two-bar reversal ในบทที่ 16)

Chart 12-25 ราคารายวันของ Yahoo

[ตอนที่ 60] บทความแปล by cmFX ”Price Pattern : Martin Pring on Price Patterns”

สรุป

รูปแบบธง Flags

• ลักษณะของราคา : trading range มีขนาดเล็กที่จำกัดด้วยเส้นคู่ขนานสองเส้นที่ลาดไปในทิศทางตรงกันข้ามกับแนวโน้มหลัก

• ปริมาณการซื้อขาย :

- ปริมาณการซื้อขายจะหดตัวในขณะที่กำลังฟอร์มรูปแบบ

- ปริมาณการซื้อขายหนาแน่นในขณะที่มีการทำราคาทะลุกรอบขึ้นไป

- ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมารองรับเมื่อมีการทำราคาทะลุรูปแบบลงไป

• ประเภท : เป็นรูปแบบราคาประเภทต่อเนื่องแนวโน้มเดิม

• ความหมายของการวัด : รูปแบบ flag มักปรากฏขึ้นในระยะครึ่งทางขึ้น/ลง ของแนวโน้ม

รูปแบบสามเหลี่ยมชายธง Pennants

• ลักษณะของราคา : trading range มีขนาดเล็กที่จำกัดด้วยเส้นคู่ขนานสองเส้นที่ลู่เข้าหากันในทิศทางตรงกันข้ามกับแนวโน้มหลัก

• ปริมาณการซื้อขาย :

- ปริมาณการซื้อขายจะหดตัวในขณะที่กำลังฟอร์มรูปแบบ

- ปริมาณการซื้อขายหนาแน่นในขณะที่มีการทำราคาทะลุกรอบขึ้นไป

- ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมารองรับเมื่อมีการทำราคาทะลุกรอบลงไป แต่มันช่วยยืนยันความถูกต้องของการทะลุออกจากรูปแบบ

• ประเภท: เป็นรูปแบบราคาประเภทต่อเนื่องแนวโน้มเดิม

• ความหมายของการวัด: รูปแบบ pennant มักปรากฏขึ้นในระยะครึ่งทางขึ้น/ลง ของแนวโน้ม

รูปแบบลิ่ม Wedges

• ลักษณะของราคา : trading range มีขนาดเล็กที่จำกัดด้วยเส้นคู่ขนานสองเส้นที่ลู่เข้าหากันในทิศทางตรงกันข้ามกับแนวโน้มหลัก รูปแบบ Wedges แตกต่างจาก รูปแบบ pennant ตรงที่มักใช้เวลานานในการฟอร์มรูปแบบ และจุดปลายสุดทางทฤษฎีจะอยู่ห่างออกไปจากจุดที่มีการทำราคาทะลุผ่านมาก

• ปริมาณการซื้อขาย :

- ปริมาณการซื้อขายจะหดตัวในขณะที่กำลังฟอร์มรูปแบบ

- ปริมาณการซื้อขายหนาแน่นในขณะที่มีการทำราคาทะลุกรอบขึ้นไป

- ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมารองรับเมื่อมีการทำราคาทะลุกรอบลงไป แต่มันช่วยยืนยันความถูกต้อง

- การทำราคาทะลุออกจากรูปแบบจะตามมาด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงมากเสมอ

• ประเภท : เป็นรูปแบบราคาประเภทต่อเนื่องแนวโน้มเดิม

• ความหมายของการวัด : ราคาเป้าหมายวัดจากระยะห่างสูงสุดระหว่างเส้นกรอบสองเส้นที่ลู่เข้าหากัน โดยลากไปตามทิศทางที่ราคาทะลุรูปแบบออกไป

ช่องว่างราคา Gaps

• ลักษณะของราคา : เป็นช่องว่างหรือรูโหว่บนกราฟที่พัฒนาขึ้นเนื่องจากความรู้สึกตอบสนองตลาดในระดับสูงของนักลงทุน ซึ่ง gap มักจะต้องถูกปิดเสมอและเป็นตัวแทนของแนวรับ/แนวต้าน

• ปริมาณการซื้อขาย : ปริมาณการซื้อขายยิ่งหนาแน่นจะยิ่งเน้นถึงความสำคัญของ gap

• ประเภท :

- Breakaway gaps พัฒนาขึ้น ณ จุดที่ราคาเริ่มต้นการเคลื่อนที่,

- Runaway gaps พัฒนาขึ้น ณ จุดที่ราคาเคลื่อนที่ไปได้ครึ่งทาง

- Exhaustion gaps พัฒนาขึ้น ณ จุดที่ราคาสิ้นสุดการเคลื่อนที่

- Island reversals เป็นรูปแบบราคาขนาดเล็ก (หรือกราฟ 1แท่ง ในกรณีที่เป็น one-bar island) ที่ถูกแยกออกจากแนวโน้มราคาหลักด้วย gap 2อัน และมักเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดการเคลื่อนที่ของแนวโน้มราคาระยะกลาง (

- Ex-dividend gaps และ area gaps มีความสำคัญเพียงเล็กน้อย