ChiangmaiFX : ก้าวสู่ปีที่ 13 อย่างมั่นคงในการเทรด Forex (2009 - 2022) โดยใช้วิชาเทคนิคอล (สถิติประยุกต์) มาช่วยเพิ่มโอกาสที่จะชนะ

 

Trading Psychology (21-Final)

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 21 : นิสัยของเทรดเดอร์ที่ส่งผลต่อชัยชนะ

ผมได้มีโอกาสศึกษาหัวข้อ "นิสัยของเทรดเดอร์จะส่งผลอย่างไรต่อประสิทธิภาพการเทรด", การวิจัยได้โฟกัสมาที่นิสัย 6 ประการ และผลกระทบของมันต่อการเทรดของเทรดเดอร์ผู้เข้าร่วมทดลอง

ประเภทของนิสัยที่จะทดสอบ
1.โฟกัสที่การควบคุม : ระดับความเชื่อมั่นของเทรดเดอร์ที่มีว่า ตนเองควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่
2.ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด : ระดับความพยายามในการหาจุดเหมาะสมที่สุด ไม่ใช่แค่ให้ผลลัพธ์เป็นบวกก็พอ
3.ย้อนดูผลลัพธ์ : การย้อนกลับไปดูผลลัพธ์จากการตัดสินใจ และโฟกัสในมุมที่ทำพลาด
4.คอยเช็คตนเองตลอด : การติดตาม เฝ้าดู ความคิดของตนเอง ความรู้สึก และการกระทำ
5.การค้นหาวิธีตลอด : การที่เทรดเดอร์ให้กับการค้นหา การทดสอบ และการฝึกฝนประสบการณ์
6.Type-A : ความอยากประสบความเสร็จใจการเทรด (แรงขับดัน) ของเทดรเดอร์

นักวิจัยได้ใช้ 6 สิ่งนี้มาใช้ทดสอบเทรดเดอร์โดยจ่ายเงินจริงให้ตามผลลัพธ์ที่เทรดเดอร์ทำได้, แต่เพราะมีเทรดเดอร์เข้าทดลองแค่ 32 คน, ระดับความน่าเชื่อถือในผลลัพธ์จึงอาจะถือว่าเป็นเพียงผลการทดลองเบื้องต้น ผลการทดลองพบว่า, นิสัย 2 ประการแรก, (โฟกัสที่การควบคุม, ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด) ไม่ได้มีผลต่อการเทรด, ส่วนนิสัย 3 อย่างที่เหลือสามารถเอามาจัดประเภทคนได้ ดังนี้

ประเภทของเทรดเดอร์
1.ผ่อนคลาย, ไม่รับความเสี่ยง : จะหลีกเลี่ยงความเสียใจภายหลัง, ไม่ชอบการค้นหาวิธีตลอด และมีลักษณะของ Type-A ต่ำ (ไม่ได้โฟกัสที่ความสำเร็จ)
2.เทรดเดอร์ที่่ควบคุมความเสี่ยง : จะมีค่าคอยเช็คตัวเองตลอดกับการค้นหาวิธีตลอด สูงทั้งสองอย่าง
3.เทรดเดอร์อยากประสบความสำเร็จ : จะมีลักษณะ Type-A สูง

จาก 3 กลุ่มนี้, กลุ่ม 3 มีผลงานแย่สุด, เทรดเดอร์ที่อยากเอาชนะมากๆ มักจะใจร้อน และตัดสินใจได้ไม่ดี ส่งผลให้ผลงานออกมาแย่ ส่วนสองกลุ่มแรก ทำผลงานได้ใกล้เคียงกันมาก, ซึ่งแปลความได้ว่า การมีนิสัยผ่อนคลาย (กลุ่ม 1) น่าจะดีกว่าความอยากเอาชนะ (กลุ่ม 3) มากๆ, ยิ่งอยากเอาชนะมาก ก็ยิ่งทำให้จิตใจเรรวน ไปก่อกวนการตัดสินใจ

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการทดสอบเล็กๆ แต่ก็มีผลที่สอดคล้องกับงานวิจัยอีกจำนวนมากเกี่ยวกับ "นิสัย" และ "ผลงานเทรด", ในงานวิจัยของผม (Dr.Brett) และ Andrew Lo and Dmitry Repin จาก M.I.T, พบว่า คนที่มีนิสัย และอารมณ์ดีจะเทรดได้ผลงานดี, ในขณะที่นิสัย และอารมณ์แย่ จะเทรดได้ผลงานแย่, เทรดเดอร์ที่อยากเอาชนะมากๆจะสร้างอารมณ์มากทั้งเชิงบวก และลบ ซึ่งจะไปรบกวนการตัดสินใจ ภายใต้ความไม่แน่นอน เช่น การเทรด

ที่น่าประหลาดใจ คือเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีพลังเยอะ และโฟกัสที่ชัยชนะ, เข้าใจว่าเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งพวกเขาสามารถควบคุมอารมณ์ Type-A นี้ได้ โดยการผสมเข้ากับการคอยเช็คตนเอง ((Note ผู้แปล : คือให้มีอารมณ์อยากชนะได้แต่ไม่ให้มีมากเกินไป โดยการควบคุมตนเองตลอด)), แต่ถ้าไปถึงจุดที่พลังเยอะกินไป และอยากเอาชนะมากเกินไป จะเริ่มมีการหงุดหงิดเข้ามาร่วมในงานที่มีความไม่แน่นอนสูงแบบการเทรด และจะเริ่มเห็นอารมณ์เชิงลบต่างๆ เช่น รู้สึกผิด, โกรธ, ซึมเศร้า และกังวล เป็นต้น อันจะนำมาซึ่งผลการเทรดที่เลวร้าย

สรุป สิ่งน่าสนใจจากงานวิจัยชิ้นนี้ คือเทรดเดอร์ประเภทแรก (ผ่อนคลาย, ไม่รับความเสี่ยง) ทำผลงานได้ดีพอๆ กับ ประเภท 2 (เทรดเดอร์ที่่ควบคุมความเสี่ยง) ((Note ผู้แปล : ส่วนประเภท ใจร้อน อยากเอาชนะมากๆ จะทำผลงานได้แย่)) และแสดงให้เห็นว่าจิตใจที่ปลอดโปร่ง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจสำหรับการเทรด

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 22 : ความเสี่ยง และความสำเร็จ (ตอนที่ 1)
Credit : บทความนี้เป็นบทความแปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger, Ph.D. / www.brettsteenbarger.com

เราอาจเคยได้ยินคำถามว่า ระหว่าง จิตวิทยา กับ เทคนิคการเทรด อันไหนสำคัญกว่ากัน, แน่นอนว่าคำตอบ คือทั้งคู่สำคัญ, และจะมีจุดหนึ่งที่ทั้งสองอันมาเกี่ยวข้องร่วมกัน คือการบริหารความเสี่ยง, การเทรดจำนวนมาก จะสำเร็จ หรือพ่ายแพ้ มันขึ้นอยู่กับการบริหารความเสี่ยงนี่เอง, หนังสือว่าด้วย การบริหารความเสี่ยงล่าสุดได้กล่าวไว้ว่า จากผลสำรวจบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ พบว่า 90% ของกำไรตกอยู่กับการเทรด 10% จากทั้งหมด ((note ผู้แปล: นั่นหมายความว่า การเทรด 100 ครั้ง, ชนะ 10 ครั้ง แพ้ 90 ครั้ง))

แม้ว่าเราอยากจะเป็นคนทำเงินจากออเดอร์ส่วนใหญ่ของเรา, แต่โลกแห่งความจริงกลับเป็นว่า ประชากรส่วนน้อย เป็นผู้ชนะ ตัวอย่างคือ ในบริษัทหลักทรัพย์ จะมีเทรดเดอร์เพียงไม่กี่คนที่มีรายงานประจำเดือนที่มี กำไร/ขาดทุน ที่ดีนั่นเอง

หนังสือยังว่าไว้อีกว่า ถ้ากำไรมาจากเพียง 10% ในการเทรดรวม, นั่นหมายความว่า ออเดอร์ที่เหลือซึ่งเป็นจำนวนมาก จะเป็น "แผลถลอก" สำหรับเทรดเดอร์, ทักษะที่จำเป็นยิ่งยวดสำหรับการเทรด คือการรู้ว่าออเดอร์นั้นผิดทางก่อนที่มันจะทำให้แผลถลอกเป็นสาหัส, และผม(ผู้แต่ง)พบว่า เทรดเดอร์เก่งๆ ปิดออเดอร์เมื่อราคาไม่ได้เป็นไปดังที่พวกเขาคิด ในขณะที่ผู้อ่อนหัดจะปิดก็หลังจากราคาผิดทางไปไกล

และอีกสิ่งที่เป็นจริงพอๆ กันคือ ถ้า 10% ของการเทรดนั้นมีค่าที่สุดแล้ว เทรดเดอร์ย่อมจะประคบประงมการเทรดที่ดีเหล่านั้น กล่าวคือ ไม่เพียงแต่ต้องหา "sweet spot" (จุดที่ประมาณว่า หวานปากแน่ๆ) ซึ่งจุดนี้คุณสามารถที่จะ cut loss และ let profit run ได้, และการเทรดนั้นยังต้องมีขนาดที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้มาซึ่งกำไรที่มาก คุ้มค่าสำหรับการเปิดออเดอร์, เทรดเดอร์ที่แย่ที่สุดที่ผมเคยเห็น เขาใส่ขนาดของออเดอร์ให้มากที่สุด เมื่อเขากำลังอยู่ในช่วงพ่ายแพ้, ซึ่งเรื่องแบบนี้ปกติจะเกิดขึ้นตอนที่พวกเขา เทรดแพ้หนึ่งหรือสองครั้ง จากนั้นพวกเขาก็พยายามจะเอาคืน, ส่วนเหล่าเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุด จะต้องระบุโอกาสงามๆเป็น และ พวกเขาจะใจเย็นในการเฝ้ารอโอกาสเหล่านั้น ถ้าโอกาสมา พวกเขาก็จะใส่ขนาดของออเดอร์มาก เพื่อให้มีโอกาสในการชนะปริมาณเยอะ, นี่คือวิธีที่ใช้ 10% ที่กำไร มาคลุมในส่วนของ แผลถลอก 90% นั่นเอง

มีเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการเทรดจะเล่าให้ฟัง, เป็นบทสนทนาระหว่างผมกับเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากท่านหนึ่ง, เขาบอกผมว่ามีความลับเกี่ยวบกับการเทรดให้สำเร็จจะเล่าให้ฟัง, ผมรีบถามอย่างทันควันว่า มันคืออะไร, เขาตอบผมด้วยคำถามว่า สัดส่วนระหว่างออเดอร์ใหญ่สุด กับออเดอร์ปกติ ของผมคือเท่าไหร่, ผมตอบของผมไปว่า 3:1, เขายิ้ม และตอบผมว่า ต้องพิจารณา 20:1, นั่นเป็นคำแนะนำ และสูตรลับของเขาในการเทรด,

ผมเชื่อเขา, ผมว่าเหตุผลที่เขาประสบความสำเร็จ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ การหา oscillator, regression analysis หรือ chart formation, เขาประสบความสำเร็จก็เพราะ เขาสามารถที่จะระบุ และเฝ้ารอ โอกาสที่จะทำกำไรเฉพาะเจาะจง และถ้าโอกาสมาเขาก็จะใช้ความได้เปรียบเหล่านั้นอย่างเต็มที่, อัตราส่วนของออเดอร์ 20:1 นั้นได้ฝังเข้าไปในสายเลือดของผม, และผมคิดว่ามันถูกต้อง : "ความสำเร็จเป็นผลจาก การควบคุมขนาดของออเดอร์ให้เหมาะสม"

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 23 : ความเสี่ยง และความสำเร็จ (ตอนที่ 2)
Credit : บทความนี้เป็นบทความแปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger/ www.brettsteenbarger.com

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเทรดถึงยากนัก, การเทรดเป็นส่วนผสมที่ปล่อยให้คนมีโอกาสหลายๆ แบบ, มีทั้งการพ่ายแพ้เล็กๆ เพราะราคาไม่ยอมเดินทางแบบที่เราต้องการทันทีจึง cut loss (พ่ายแพ้แบบที่เรียกว่าแผลถลอก) ระหว่างนี้เราก็ต้องซื้อโอกาสทุกครั้งที่เกิดเผื่อว่าจะเป็น 10% ที่ชนะ, มันง่ายที่จะเจอเทรดเดอร์แบบใช้ความเสี่ยงกลับด้าน และง่ายที่จะเจอเทรดเดอร์ผู้ซึ่งใช้ขนาดการเทรดแกว่งตามใจเขา รวมทั้งเวลาพวกเขาหงุดหงิดกับการเทรด,

((Note ผู้แปล : ซึ่งเทรดเดอร์ทั้งสองแบบที่กล่าวมาคือเทรดเดอร์ที่แพ้ให้กับตลาด)), เทรดเดอร์ปรเภทที่หายากก็คือแบบผสมได้ลงตัว : ความสามารถที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ และจำกัดความพ่ายแพ้ 90% นั้นในเมื่อมันไม่สำเร็จ, และเข้าทำอย่างดุดันเมื่อพบกับชัยชนะ 10% เมื่อราคาเคลื่อนไปอย่างที่พวกเขาคิด

สิ่งที่เป็นจริงกับ "ขนาดของการเทรด" นั้นเป็นจริงกับเรื่อง "เวลา" ด้วย, เราเรียนรู้ได้จากข้อมูลที่ว่าเทรดเดอร์ถือออเดอร์ไว้นานเท่าไหร่เทียบกับระหว่างออเดอร์ที่ชนะกับออเดอร์ที่แพ้, ถ้ามีเทรดเดอร์คนหนึ่ง ที่มีนิสัยจะปิดออเดอร์ถ้าราคาไม่ไปในทิศทางที่เขาคิด แล้วค่าเฉลี่ยความยาวของ "เวลา" ที่เขาถือออดเดอร์มักจะต่ำ, ในทางตรงกันข้าม ถ้าออเดอร์นั้นเป็นอย่างที่เขาคิด ก็จะเห็นการถือออกเดอร์ที่มีเวลายาวนาน, แน่นอนว่าออเดอร์ที่ยาวเหล่านี้ คือออเดอร์ที่ทำให้ผลรวม ได้/เสีย นั่นเอง, แต่เทรดเดอร์ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะมีการถือออเดอร์ที่ยาวนานเหมือนกัน แต่เป็นออเดอร์ที่ติดลบแทน

เมื่อไม่นานนี้ผมได้ถามเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งว่า ทำไมเขาถือออเดอร์บวกนี้นานกว่าปกติ, เขามองกลับมาที่ผมแบบงงๆ หน่อย คงจะสงสัยว่าผมถามไปได้ไง ในเมื่อคำตอบมันชัดขนาดนี้ว่า "เพราะผมได้จุดต่ำสุด(ดีสุด)ของราคามานะสิ", เขายินดีที่จะปล่อยให้ราคาไหลไป ไหลผ่านช่วงที่มีการแกว่งบ้าง ตราบใดที่ราคายังไปในทิศทางของเขา และไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากพอที่จะทำให้เขาเปลี่ยนการมองว่าจุดนั้นเป็นจุดต่ำสุด, ออเดอร์นั้นกินเวลาทั้งวันของเขาหมดไป

จะว่าไปมันก็เหมือนชีวิต, ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการออกเดท และความสัมพันธ์คู่นั้นมักจะยินดีที่ออกเดทครั้งแรกกับคู่, แต่ไม่ค่อยอยากเดทเป็นครั้งที่สอง หรือสามนัก, "แผลถลอก" ย่อมเกิดจากการเดทครั้งแรกที่ไปแล้วไม่ค่อยเวิร์คก็มี แต่พวกเขากลับให้ความสำคัญกับ 10% ที่ดูแล้วเวิร์คแทน, แบบแผนเดียวกันเกิดขึ้นกับอาชีพการงาน,พนักงานที่ประสบความสำเร็จ ในครั้งแรกอาจจะทดลองโปรเจคเป็นสิบโปรเจค แต่สุดท้ายนก็ทุ่มเทให้กับโปรเจคเพียงโปรเจคเดียวที่ดูแล้วมีโอกาสประสบความสำเร็จ, ตัวบริษัทเองก็อาจจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาเป็นสิบ จากนั้นก็เก็บเก้าตัวกลับ เหลือไว้เพียงผลิตภัณฑ์เดียวที่ตลาดพร้อมที่ยอมรับมัน แล้วทำเงินจากตรงนั้น, นักวิจัย Dean K. Simonton พูดไว้ว่า แม้แต่นักศิลปะ หรือนักประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีแนวโน้มที่ประหยัดความพยายามในการสร้าง จะเห็นได้จากผลงานสร้างสรรค์ส่วนน้อยนิดของพวกเขาเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ดึงดูด และสร้างชื่อเสียงไว้แก่โลก

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจะบริหาร "ความเสี่ยงในตลาด", บุคคลที่ประสบความสำเร็จ ก็จะบริหาร "ความเสี่ยงในการใช้ชีวิต", มันไม่ใช่เพียงแค่เราจะทำกำไรได้เท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรา บริหาร "แผลถลอก" และ "เลือกสิ่งไหน" ที่จะเดินหน้าต่ออีกด้วย

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 24 : นิสัย และการตามเทรนด์
Credit : บทความนี้เป็นบทความแปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger/ www.brettsteenbarger.com

ผมจะอธิบายวิธีการเทรดของผมว่าเป็นการ ตามเทรน โดยอิงจากการค้นคว้า, นั่นหมายถึงผมจะพยายามติดตามความแข็งแกร่ง หรืออ่อนแอของตลาด, อย่างไรก็ตามผมจะไม่บอกทันทีว่า Trend is my friend เพราะผมต้องใช้ข้อมูลจากอดีตมาแยกระหว่างการเดินทางแบบเทรนด์ที่น่าจะเดินทางต่อ กับแบบที่จะกลับตัว, นี่เป็นวิธีเทรดที่อาศัยวินัยอย่างมากในการเทรด และต้องใช้การค้นคว้ากับการเตรียมตัว, และยังต้องตามติดตลาดตลอด ผนวกกับแผนการเทรดที่รัดกุม

ในหนังสือ The Psychology of Trading, ผมได้กล่าวถึงนิสัยที่แยกแยะระหว่างเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ กับเทรดเดอร์ที่ล้มเหลว, หลายๆ นิสัยนั้นยังมีผลกระทบต่อการยอมติดตามเทรนด์, ข้างล่างคือคำถามเพื่อเช็คว่าคุณจะประสบความสำเร็จในการติดตามเทรนด์หรือไม่, จงเขียน ใช่ หรือไม่ ลงไว้สำหรับคำถามทั้ง 12 ข้อ โดยตอบแยกแต่ละข้อ

1.เมื่อบางอย่างในตลาดการเทรดไม่เป็นไปอย่างที่คุณคิด, คุณจะหงุดหงิด

2.คุณชอบนั่งโรเลอร์โคสเตอร์ หรือเครื่องเล่นหวาดเสียวพวกนี้

3.คุณชอบเลื่อนงาน หรือกำหนดส่งงานออกไป

4.คุณเป็นคนนิสัยเหวี่ยง บางครั้งขึ้น บางครั้งลง

5.คุณชอบออกไปร่วมปาร์ตี้กับเพื่อนมากกว่านั่งดูหนัง หรืออ่านหนังสืออยู่บ้าน

6.คุณต้องขอโทษเพื่อนบ่อยๆ เพราะคุณลืมทำบางสิ่ง

7.ปกติคุณเป็นคนตึงเครียด

8.ถ้าให้เลือกอาหาร, คุณอยากจะเลือกอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยกิน มากกว่ากินอาหารเดิมที่คุ้นเคยดี

9.ถ้าต้องเลือกงานบ้าน, คุณเลือกที่จะทำงานสกปรกที่เสร็จเร็ว มากกว่างานที่อาศัยความละเอียดแต่ช้า

10.หลังจากคุณเทรดเสีย, คุณรู้สึกผิด และมีความรู้สึกแย่

11.คุณเคยใช้ยาเสพติดในชีวิตเพื่อความสนุกสนาน (นอกเสียจากแอลกอฮอล์)

12.คุณมักจะสายในนัดหมายกับเพื่อนๆ ที่คุณได้ทำไว้

ถ้าคุณตอบ ใช่ , ในคำถามข้อ 1, 4 , 7 และ 10, คุณมีนิสัยที่เรียกกว่า “neuroticism” ซึ่งเป็นนิสัยที่มีอารมณ์ลบ และมักจะแสดงออกมาทาง โกรธ กังวล และหดหู่

ถ้าคุณตอบ ใช่ ในคำถามข้อ 2, 5, 8 และ 11, คุณมีนิสัยที่เรียกว่า “openness to experience” ซึ่งเป็นนิสัยที่จะใขว่คว้าความสำเร็จ และเป็นคนยอมเสี่ยง

ถ้าคุณตอบว่า ใช่ ในคำถามข้อ 3, 6, 9 และ 12, คุณมีนิสัยด้านที่เรียกว่า “conscientiousness” น้อย, ซึ่งเป็นนิสัยเกี่ยวกับ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการพึ่งพาได้

[Note ผู้แปล] ตอนหน้า (pyscho 25) เรามาต่อถึงการแปลผล นิสัย และความเกี่ยวข้องกับการเทรด ซึ่งจะทำให้รับมือการเทรดได้ดีขึ้นกันนะครับ

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 25 : วิธีเทรดให้คงเส้นคงวา
Credit : บทความนี้แปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger/ www.brettsteenbarger.com

ผม (Dr. Brett) ได้รับจดหมายจากผู้อ่าน ดังนี้

----เนื้อความในจดหมาย----
ผมเป็นเทรดเดอร์ที่เคยมีความคงเส้นคงวาในการเทรดทำกำไร (1,000-3,000 $ ต่อวัน) ซึ่งผมทำได้มาเป็นเวลา 48 เดือนแล้ว โดยปราศจากเดือนที่ติดลบ (ปี 1999-2003) แต่แล้ววันหนึ่งผมก็พลาด เสียเงิน 38,000 $ ในวันเดียว ผมพบกับเดือนที่ติดลบเป็นครั้งแรกในชีวิต, ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยเจอเดือนที่ปิดบวกติดต่อกันอีกเลย ที่จริงต้องบอกว่าผมเจอเดือนที่ปิดบวกแค่หยิบมือเดียว ผมยังมองหาเส้นทางกลับสู่ความคงเส้นคงวา ไม่ว่าผมจะเข้าใกล้ความคงเส้นคงวาได้เพียงใด ผมก็จะทำมันพังทุกครั้งไป แม้จะเป็นวันสุดท้ายของเดือนก็ตาม หรือผมทำเดือนนั้นติดลบ เพราะการเทรดบางอันที่ไม่สำคัญ แต่ก็ทำให้ลุกลามจนเป็นหายนะ ยังกับว่าผมมองหาสถานการณ์เช่นนี้โดยจิตใต้สำนึกเพื่อที่จะได้ทำพังอยู่ เรื่อยไป
---จบเนื้อความในจดหมาย---

นี่เป็นกรณีที่ไม่แปลก ความสียหายหนักหนึ่งครั้ง สามารถเหนี่ยวนำให้ความอยากเอาคืนเกิดขึ้น ตามมาด้วยความผิดพลาดมากกว่าเดิม และการเทรดเสียมากกว่าเดิม กุญแจที่จะออกจากสถานการณ์นี้คือ การออกจากวงจรเสียเงินนี้ (นั่นคือ ความพยายามในการเอาคืนด้วยการเทรดหนัก ตามมาด้วยการเสียเงิน)

สิ่งแรกที่ผมจะให้เทรดเดอร์เจ้าของจดหมายพิจารณา คือเขาวาง Stop Loss และ Target ไว้ตรงไหน, เราจะเห็นได้ว่าเขาประสบความสำเร็จในปี 1999-2003 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราคา และความผันผวนสูง, กำไรจากแต่ละเทรดในภาวะตลาดผันผวนสูงเป็นเหมือน Home run ถ้าเทียบกับภาวะตลาดซบเซา, มันเป็นไปได้อย่างมาก ว่าเทรดเดอร์ท่านนี้ได้วาง Target ไว้ไกลเกินไป นั่นเป็นเพราะเขาเคยชินกับภาวะตลาดผันผวนสูง

วิธีที่ดีในการทดสอบสมมุติฐานนี้ คือกลับไปดูการเทรดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา, ถ้าออเดอร์ที่แพ้ มีขนาดใหญ่กว่าออเดอร์ชนะ, หรือออเดอร์แพ้เริ่มต้นด้วยการถูกทางแต่มากลับตัวจึงแพ้ภายหลัง, มันเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเทรดเดอร์ท่านนี้ต้องปรับให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมหลังปี 2003

เพื่อที่จะหลุดจากวงจรที่กล่าวไว้ข้างบน, ก้าวแรก คือการลดขนาดของออเดอร์, ผมแนะนำให้ลดเหลืออย่างมากสุดคือ 1/4 โดยเฉลี่ย, เป้าหมาย คือเพื่อที่จะยังคงอยู่ในเกมการเทรด แต่ลืมเงินจากเทรด แพ้/ชนะ นี้ซะ, เป้าแรกไม่ใช่การทำเงิน แต่เป็นการฟื้นจังหวะการเทรดให้คืนมาอยู่ในจังหวะที่เคยชนะ

ก้าวต่อไป คือการระบุการเทรดที่ชนะ นั่นหมายถึง การวิเคราะห์สถิติว่าการเทรดแบบไหนที่ทำเงินให้ และแบบไหนไม่ให้, ผมแนะนำให้แยกประวัติการเทรดออกเป็นช่วงของวัน, หุ้น/ดัชนี/คู่เงิน ตัวไหนบ้าง, เล่นขึ้น หรือลง, ผมยังแนะนำให้หาว่ามีการเทรดไหนที่แตกกลุ่มออกไปไกลแล้วทำให้ผลรวม แพ้/ชนะ เราแย่ลง, และหาการเทรดที่ทำเงินให้เราประจำ

เมื่อระบุรูปแบบที่ชนะได้แล้ว ขั้นต่อไป คือให้คงขนาดของออเดอร์ให้เล็กไว้เหมือนเดิม และเทรดเฉพาะรูปแบบชนะเหล่านั้น นี่คือรากฐานที่ต้องเริ่มต้นสร้าง, ควรจะเขียนรูปแบบแห่งชัยชนะเหล่านี้ลงไป และปรับสภาวะจิตให้พร้อมที่จะเจอรูปแบบเหล่านี้ก่อนที่จะได้เจอ เพื่อเป็นการซ้อม, ที่สำคัญ คือต้องไม่เพิ่มขนาดการเทรด และไม่เทรดรูปแบบอื่นๆ จนกว่าเริ่มเทรดได้คงเส้นคงวาด้วยการเทรดขนาดออเดอร์เล็กๆ และรูปแบบที่ชนะ

วิธีรักษาความชอกช้ำมีวิธีเดียว นั่นคือ การได้รับประสบการณ์ที่ควบคุมได้ และปลอดภัย, ซึ่งพวกเราต้องการให้การเทรดเป็นงานประจำที่ราบเรียบ ไม่ใช่การแกว่งที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์

ท้ายที่สุด, ผมจะแนะนำให้เทรดเดอร์ของเรามองดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร, อย่าลืมว่าตั้งแต่เกิดเหตุที่เขา "เสีย 38,000$" และ "การเทรดติดลบ เพราะการเทรดบางอันที่ไม่สำคัญ แต่ก็ทำให้ลุกลามจนเป็นหายนะ" เขายังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับแผนการเทรด, กลยุทธ์ง่ายๆ คือให้เขียน 4 สิ่งนี้ลงไปก่อนที่จะเทรดทุกออเดอร์

1. จุดเข้า (Entry)
2. เป้าหมาย (Target)
3. Stop Loss
4. ขนาดของออเดอร์

เราไม่สามารถควบคุมได้ว่า ออเดอร์ไหนที่จะแพ้ หรือชนะ, แต่เราสามารถควบคุมได้ว่าเราจะวางเงินเท่าไหร่ในการเทรด, การแพ้ขนาดใหญ่ จะไม่เกิดขึ้นกับเทรดเดอร์ที่มีวินัยในการคุมขนาดเทรด, โอกาสที่จะแพ้ครั้งใหญ่นั้นน้อย ถ้าคุณพูดเสียงดังชัดเจนถึง 4 ตัวแปรนี้ และเขียนเอาไว้หน้าคุณ

ฉะนั้น ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขี้นกับคุณ ผมแนะนำว่าให้ลดขนาดเทรด, เลือกรูปแบบที่จะเทรด และรับผิดชอบในการทำสิ่งที่เราทำได้นั่นเอง

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 26 : แกนหลัก 3 อันของมืออาชีพ
Credit : บทความนี้แปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger/ www.brettsteenbarger.com



มีเทรดเดอร์จำนวนมากที่อยากจะเชี่ยวชาญ และเป็นมืออาชีพ แต่ผู้ที่เดินตามเส้นทางสู่ความเป็นมืออาชีพนั้นกลับมีน้อยคน มีงานวิจัยจำนวนมากในสาขาต่างๆ ตั้งแต่การกีฬาไปจนถึงศิลปะ ที่บอกเราว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับการเป็นมืออาชีพ แต่งานวิจัยเหล่านี้ก็ไม่เคยได้รับความสนใจในโลกแห่งการเทรด, และบ่อยครั้งที่มองกันว่าความเป็นมืออาชีพมาจากสิ่งเหล่านี้ เช่น คำแนะนำจากกูรู หรือกลยุทธ์พิเศษที่คิดขึ้นเอง, ที่จริงแล้ว ความเป็นมืออาชีพนั้นกลับตรงกันข้ามกับที่เข้าใจกันที่ถูกต้องนั้น มีองค์ประกอบเหล่านี้

1.กระบวนแห่งการพัฒนา - ในทุกสาขาที่ถูกวิจัยแล้ว พบว่าพลงานที่ดีในระดับมืออาชีพนั้นเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อหลังจากได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ทักษะแล้ว, กฏที่โด่งดัง คือ "กฏ 10 ปี" ได้กล่าวไว้ว่านักกีฬาและนักแสดงมืออาชีพทั้งหลาย ต้องใช้สิบปีในการโฟกัสการฝึกเพื่อที่จะเชี่ยวชาญทั้งความรู้และทักษะในสาขาวิชาของตนเอง, อย่างไรก็ตามกระบวนการแห่งการพัฒนา ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความอุตสาหะอย่างหนักแบบนั้น มันกลับเริ่มต้นด้วยความสนุกล้วนๆ และความเข้าคู่กันระหว่างพรสวรรค์, ทักษะ และความสนใจของผู้ฝึก เทียบกับความต้องการของตลาด, ผู้ที่ผลการแสดงนั้นมีแนวโน้มที่ดี จึงเริ่มต้องไปสู่ขั้นที่จำเป็นต้องคงความอุตสาหะนี่้ไปอีกสิบปี

2.ผลทวีคูณ - เส้นทางของมืออาชีพไม่ได้เดินเหมือนบุคคลทั่วไป มันแตกต่างกันอย่างมาก, มืออาชีพที่กำลังเริ่มแตกต้นอ่อนออกมา ได้ฉายแสงต้องตาไปสู่พี่เลี้ยง ซึ่งจะทำให้มืออาชีพน้อยนี้ได้เข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าสำหรับการเก็บประสบการณ์ ซึ่งจะส่งเสริมให้สรรค์สร้างผลงานที่ดีกว่า และโอกาสสู่อนาคต, การเรียนปกติจะทำให้การเติบโตเป็นเส้นตรง แต่ การเรียนโดยมีผลทวีคูณจะได้ผลการแสดงที่ดีที่สุด เนื่องจากจะมีพี่เลี้ยงมืออาชีพมาช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ดีที่สุดนั่นเอง

3. ความอึดทน - โอกาสที่นักแสดงมืออาชีพ จะผลิตงานที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในตลอดอาชีพงานของเขา, นี่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Dean Keith Simoton, นักเบสบอลมืออาชีพในช่วงที่ดีที่สุดของเขา มี % การถูก strike out พอๆ กับช่วงปีแรกๆ ของอาชีพเขา, นักแสดงมืออาชีพนั้นดูเหมือนว่าจะมีโอกาสที่แสดงพลาดเล็กๆ น้อยๆ ตลอดอาชีพของเขา

ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากนั้นโดดเด่นออกมา เพราะว่าประมาณงานที่เขาผลิตออกมาจำนวนมาก, พวกเขาผลิตงานมากซะจน ในที่สุดต้องมีงานบางชิ้นที่หลุดรอดการคัดกรองตามธรรมชาติ และโดดเด่นขึ้นมาเป็นผลงานชิ้นเอก, เทรดเดอร์ที่ยิ่งใหญ่อาจจะเทรดเสียจำนวนมาก, แต่ด้วยทุนที่มากกว่า และ Risk management ที่ดี ทำให้เขาสามารถอยู่ในตลาดได้นานพอที่จะผลิตออเดอร์ชนะที่ใหญ่ จนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในอาชีพ, นี่ต้องการความสมารถในการทนความพ่ายแพ้ และความผิดหวังจำนวนากที่เรียกว่า "ความอีดทน" ซึ่งถ้าไม่มีแล้วมันจะทำให้คนอื่นๆ เลิกเสียก่อนที่จะไปถึงเชิงเขาแห่งการผลิตงานจำนวนมากด้วยซ้ำไป

คุณได้อยู่บนเส้นทางแห่งมืออาชีพหรือยัง ? ลองตอบคำถาม ใช่/ไม่ใช่ เหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา แล้วมันจะช่วยให้คุณประเมินตัวเองได้

A) คุณมีกระบวนการไหมที่จะระบุ จุดแข็ง (Strength) และ จุดอ่อน (Weakness) ในการเทรดของคุณ แล้วใช้สิ่งเหล่านี้ในการพัฒนาผลการเทรดในอนาคต

B) คุณได้ใช้เวลาในการวิเคราะห์ และพัฒนาการเทรดของคุณ (หรือมากกว่า) เทียบกับการเทรดจริงของคุณ

C) การเทรดของคุณได้ใช้พรสวรรค์ (มีติดตัวตลอดชีวิต) และทักษะ (ได้มาจากการฝึกฝน) ในการเทรดไหม, (ซึ่งพรสวรรค์ และทักษะเหล่านี้ น่าจะเห็นได้จากพวกมันจะทำให้ชีวิตในด้านอื่นๆ ของคุณประสบความสำเร็จ)

ให้เขียนบันทีกหรือคุยกับโค้ชเทรดของเรา ซึ่งนี่ก็ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่ง และนักกีฬาระดับโอลิมปิคก็ใช้เช่นกัน, บันทึกกับโค้ชนั้นจะช่วยได้ดีในเรื่องไอเดียทั่วไป แต่สุดท้ายแล้วผลการแสดงนั้นมันขึ้นอยู่กับการอยู่กันมันแบบ "อึดทน" ผ่านการเรียนรู้แบบ "ผลทวีคูณ" ในเส้นทางแห่ง "กระบวนการพัฒนา", ลองคิดถึงนักกีฬา/นักไวโอลินระดับโลก แล้วคุณจะเริ่มได้ไอเดีย ว่าจะสร้างความเป็นมืออาชีพในการเทรดได้อย่างไร (หรือวงการอื่่นๆ ด้วย)

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 27 : เอาเท่าที่ตลาดให้คุณ
Credit : บทความนี้แปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger/ www.brettsteenbarger.com

ตอนที่ผมเข้าร่วมบริษัทเทรดในฐานะนักจิตวิทยาในบริษัท มีประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินซ้ำๆ คือ "เอาเท่าที่ตลาดให้คุณ", เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ในบริษัทนั้นค่อนข้างทำได้ดีในตลาด แต่อาจจะเสียบ่อยๆ ในภาวะตลาดที่เงียบและแกว่งตัวแคบๆ , ปัญหาการเทรดที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ คือ "over trading", Over Trade หมายถึงการเข้าเทรดโดยปราศจากความได้เปรียบในตลาด, Over Trade คือการกระทำตรงกันข้ามกับ "การเอาเท่าที่ตลาดให้คุณ"

ตลาดวันจันทร์เป็นสภาวะที่เหมาะที่สุดสำหรับการ Over Trade, ช่วงการแกว่งของวันอยู่ที่ 6.25 จุดในตลาด Future, เป็นหนึ่งในวันที่ตลาดวิ่งช้าที่สุดในหลายๆ เดือนที่ผ่านมา, เทรดเดอร์ที่จ้องจะเล่น Break out หรือพยายามตามโมเมนตัมไป เป็นเทรดเดอร์ที่มีโอกาสพลาดสูง ในตลาดเช่นนี้, แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดจะให้อะไรกับคุณ ?

ยังโชคดีที่มีวิธีหนึ่งที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยได้มากทั้งในการเทรดของผม และงานในฐานะนักจิตวิทยาช่วยเทรดเดอร์, เรารู้ว่า Volume สัมพันธ์กันอย่างชัดเจนกับความผันผวน, และเรารู้อีกว่า ความผันผวนเป็นตัวแสดงออกถึงค่าที่เรียกว่า ความสัมพันธ์เชิงอนุกรม (Serial Correlation) ที่จะเป็นค่าที่บอกว่า Volume ของช่วงถัดไปนั้นสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญกับ Volume ของช่วงปัจจุบัน, ถ้าเราสามารถมองที่ Volume ของตลาดในช่วงที่กำลังเปิด เราอาจจะเห็นล่วงหน้าถึงความผันผวนที่เหลือตลอดทั้งวัน

ยกตัวอย่างเช่น ผมดูค่าของตลาด ES ตลอดเดือนสิงหาคม (จากตัวอย่างรวม N=74 วันเทรด) และพบว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 15 นาทีตอนเปิดตลาดอยู่ประมาณ 48,000 สัญญา, อย่างไรก็ตาม Volume ของตอนเปิดวันจันทร์อยู่แค่ประมาณ 33,000 สัญญา, เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ดูได้จาก มีเพียง 13 วัน จาก 74 วันเทรดที่มีค่า Volume ต่ำ

  • ภายในช่วงนี้พบอีกว่า,สิบวันที่มีค่า Volume ตอนเปิดต่ำสุด มีค่าเฉลี่ยช่วงกว้างระหว่างวัน 10 จุด
  • สิบวันที่มีค่า Volume ตอนเปิดสูงสุด มีค่าเฉลี่ยช่วงกว้างระหว่างวัน 15.5 จุด
  • หกวันที่มีค่า Volume ตอนเปิดต่ำสุด มีค่าเฉลี่ยช่วงกว้างระหว่างวัน ต่ำกว่า 10 จุด
  • มีเพียงหนึ่งวันจากในหกวันนี้ที่มีค่าเฉลี่ยช่วงกว้างระหว่างวันสูงกว่า 10 จุด
  • มีเพียงสองวันจากสิบวันที่มีค่า Volume ตอนเปิดต่ำสุด มีค่าเฉลี่ยช่วงกว้างระหว่างวันสูงกว่า 10 จุด
  • มีถึงแปดวันจากสิบวันที่มีค่า Volume ตอนเปิดสูงสุด มีค่าเฉลี่ยช่วงกว้างระหว่างวันสูงกว่า 10 จุด

(Note ผู้แปล : จากชุดตัวเลขสถิติในย่อหน้าบน ผู้เชียนคงต้องการให้เห็นว่า ถ้าเราเฝ้าติดตาม Volume ตอนเปิดตลาด 15 นาทีแรกได้ เราจะสามารถคาดการณ์ช่วงกว้างระหว่างวันได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ)

การรู้ความสัมพันธ์ปัจจุบันระหว่าง Volume กับพฤติกรรมของตลาดจะทำให้เรารู้ถึงการคาดคะเนต่อความผันผวน, และนั่นเป็นความรู้ที่สำคัญมากที่จะนำเราไปสู่โอกาส, การเปิดตลาดที่เงียบอาจจะไม่สามารถบอกคุณได้ว่าเทรดอย่างไร แต่ก็สามารถช่วยบอกได้ว่าอย่า Over Trade ในตลาดเช่นนี้

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 28.1 : สิ่งที่เรียนรู้จากการเทรด และการเล่นโปกเกอร์
Credit : บทความนี้แปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger/ www.brettsteenbarger.com

จากการค้นหาด้วย Google หัวข้อ "โปกเกอร์ และการเทรด" พบว่ามีหัวข้อนี้อยู่พอสมควร, และผมเองก็พบว่ามีเทรดเดอร์ระยะสั้นจำนวนมากที่ชอบเล่นโปกเกอร์ และเล่นค่อนข้างเก่งด้วย ซึ่งรวมถึงเทรดเดอร์ระดับโลกที่ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับเขาไว้, เรามาลองดูความเหมือนกันระหว่างโปกเกอร์ Texas Hold'em และการเทรดกัน

1.ทั้งคู่นั้นเป็นกิจกรรมที่มีความถี่สูง : นั่นหมายถึงถ้าเป็นนักเรียนที่มีความกระตือรือร้น ก็จะสามารถมีโอกาสที่จะเล่น และเรียนรู้หลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน, ธรรมชาติที่มีความถี่สูงในการเล่นโปกเกอร์ และการเทรดระยะสั้น ทำให้ผู้เล่นได้เห็นรูปแบบต่างๆ มากมายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจะเร่งอัตราการเรียนรู้ได้, และมันยังทำให้ผู้เล่นเป็นประเภท สอนตนเอง กล่าวคือพวกเขาได้เรี่ยนรู้ผ่านการสังเกต และประสบการณ์ที่ซ้ำๆ การได้เห็นรูปแบบในสถานการณ์ต่างๆ ในเกมทำให้พวกเขาเกิดการเรียนรู้จากการสำเร็จ และการล้มเหลว อันเป็นเสมือนครูที่ยอดเยี่ยมในเกมทั้งสองแบบ

2.ทั้งคู่มีส่วนผสมของความได้เปรียบเชิงสถิติ และการตัดสินใจ : ในการเทรด คุณสามารถคิดได้เหมือนกับว่าราคาที่กำลังวิ่งมาแล้วเป็นไพ่ที่ได้รับการแจกมาแล้ว, บางครั้งการ์ดของคุณทำให้คุณมีข้อได้เปรียบ เช่น เมื่อตลาดได้มีการขายหนักๆในระยะใกล้นี้ และเริ่มมี Volume ของฝั่งซื้อกลับมาเยอะ นั่นแปลว่ามีโอกาสสูงสำหรับการเล่นขาขึ้น เช่นเดียวกับการได้รับไพ่ A สองใบมาย่อมจะมีโอกาสที่ดีกว่า ไพ่ 2 และ 9 ที่ดอกต่างกัน, นอกจากนี้ อีกสิ่งที่สำคัญ คือการดูตามสถานการณ์ปัจจุบัน นั่นคือจุดที่การตัดสินใจเข้ามาเกี่ยวข้อง, ถ้ามีการขายอย่างหนักหน่วงที่เกิดจากข่าวเศรษฐกิจ จะทำให้ความอยากในการเล่นฝั่งขาขึ้นของเทรดเดอร์เปลี่ยนไป, คำพูดที่สอนกันประจำกันวงโปกเกอร์คือ เราจะหลอก (Bluff) ผู้เล่นอื่นได้ด้วยไพ่ในมือค่อนข้างอ่อน

(Note ผู้แต่ง: หมายถึงถ้าได้รับไพ่แบบ 50:50 มา, เราก็ยังสามารถหลอกคนอื่นได้), ทั้งผู้เล่นโปกเกอร์ และเทรดเดอร์ระยะสั้นต้องรู้เรื่องความได้เปรียบ และยังต้องสามารถที่จะใช้การติดสินใจเฉพาะหน้าในการดำเนินการกับโอกาสแบบ 50:50

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

[จิตวิทยาการลงทุน] Part 28.2 : สิ่งที่เรียนรู้จากการเทรด และการเล่นโปกเกอร์
Credit : บทความนี้แปลจาก ต้นฉบับของ Dr.Brett N. Steenbarger/ www.brettsteenbarger.com

3.ทั้งคู่ต้องการวินัยในการบริหารเงินทุน (Money Management) : ในเกมโปกเกอร์ การเทหมดหน้าตัก อาจจะนำมาซึ่งชัยชนะที่รวดเร็ว แต่ก็อาจจะทำให้ต้องออกจากโต๊ะแข่งอย่างเร็วเช่นกัน, ในการเทรด การใช้ Lot สูงเกินในการเทรดอาจจะนำหายนะมาถ้าเจอตลาดที่ไม่เข้าข้าง, ในอีกทางหนึ่งคือทั้งนักเล่นโปกเกอร์ และเทรดเดอร์ที่ดีจะรู้จังหวะว่าควรเดินหน้าเต็มที่่เมื่ออยู่ในภาวะได้เปรียบ, กำไรขนาดใหญ่นั้นมักจะมาจากจำนวนการเทรดที่น้อยๆ

[note ผู้แปล : นั่นก็คือนานๆ ชนะที แต่การชนะแต่ละครั้งนั้นได้เยอะ] การอยู่ในเกมให้ได้นานๆ คือกุญแจสำคัญ, แต่การจะชนะนั้นต้องการการบุกเมื่อคุณอยู่ในภาวะได้เปรียบด้วย

4.จะชนะในเกมทั้งสอง (โปกเกอร์ และการเทรด) ต้องรู้จักการไม่เล่นในบางรอบ : สิ่งนี้ก็สำคัญ, ถ้าลองเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของราคาก่อนหน้ากับไพ่ในมือที่ได้มาแล้ว, และเปรียบเทียบพฤติกรรมของตลาด กับไพ่กองกลางที่ใช้ในโปกเกอร์ คุณจะพบว่าคุณจะสามารถที่จะเลือกได้ตลอดว่าจะเล่นต่อหรือไม่เล่น และคุณยังเลือกได้อีกว่าจะลงเงินเล่นเท่าไหร่, นักเล่นโปกเกอร์ที่ดีจะหมอบ (ไม่เล่นต่อ) เป็นจำนวนมาก พวกเขาจะไม่เล่นถ้าความน่าจะเป็นไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับพวกเขา, เฉกเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์ที่ดีจะอยู่นอกตลาด (ไม่เข้าเทรด) ถ้าพวกเขาเห็นว่าตลาดไม่มี volume และการแกว่งตัวที่มากพอ, รู้ว่าจะเล่นเมื่อไหร่ และจะเล่นหนักแค่ไหน คือองค์ประกอบหลักในการชนะของมืออาชีพทั้งสองเกม

5.การจะชนะจำเป็นต้องรู้ว่าเล่นกับใครอยู่ : ในเกมโปกเกอร์ คุณจะเล่นในโต๊ะเล็ก มากกว่าโต๊ะใหญ่ และถ้าเล่นในคาสิโนท้องถิ่น (คาสิโนขนาดเล็ก) คุณจะเล่นกับมือสมัครเล่นซะส่วนใหญ่มากกว่าจะเล่นกับมืออาชีพ (ซึ่งจะเจอในทัวร์นาเมนท์ใหญ่ๆ ซะมากกว่า), เมื่อเล่นไปเป็นเวลานาน นักเล่นโปกเกอร์จะเรียนรู้รูปแบบการเล่นของคู่แข่ง และใช้พวกมันในการตัดสินใจต่างๆ ในการเล่น, เช่นเดียวกันสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น ที่จะระวังผลกระทบจากผู้เล่นรายใหญ่, เทรดเดอร์ระยะสั้นจะคอยดูว่า volume ที่เข้ามาเป็น Buy หรือ Sell แล้วก็จะปรับกลยุทธ์ตาม, ในมุมมองนี้ ทั้งนักเล่นโปกเกอร์ และเทรดเดอร์ระยะสั้นต้องใช้จิตวิทยา นั่นคือพวกเขาพยายามเข้าไปในหัวของผู้เข้าแข่งขัน

คำถามเหล่านี้คือคำถามที่นักเล่นโปกเกอร์ และเทรดเดอร์มีเหมือนกัน
- รอบนี้ ฉันควรจะเล่นหรือไม่
- ในขณะที่เกมดำเนินไป, ความได้เปรียบของฉันเปลี่ยนไปอย่างไร
- ฉันควรจะลงเงินเท่าไหร่ในรอบนี้
- ใครเป็นผู้แข่งร่วมโต๊ะกับฉัน และพวกเขาเอนไปในทิศใด

[note ผู้แปล : โปกเกอร์เป็นเกมการเล่นอันหนึ่งที่ใช้จิตวิทยาอย่างมากในการเล่น ถ้าเราเล่นโปกเกอร์จนเชี่ยวชาญแล้วนอกจากจะใช้ในการเทรดแล้ว ยังสามารถใช้ในชีวิตการลงทุนอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่นทักษะการประเมินตลาดว่าควรเล่นหรือไม่ เป็นต้น]

#เทรด #forex #สอนforx #เรียนforex #สอนforexฟรี #เรียนforexฟรี

<<<<<  Trading Psychology Part 11-20